วาทตะวัน สุพรรณเภษัช ‘พรรค’ นั้นเหมาะ คิด ‘กบฏ-อัปลักษณ์’

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช ‘พรรค’ นั้นเหมาะ คิด ‘กบฏ-อัปลักษณ์’

ตั้งหัวข้อ  lucky m. on Wed Feb 01, 2012 10:44 am

กาแฟ-การเมือง

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
มถูก
ผู้ใหญ่ทักว่า ตั้งแต่ต้นปีใหม่มานี้
เขียนเรื่องหนักๆติดต่อกันมาหลายสัปดาห์แล้ว
เกรงจะทำให้ท่านผู้อ่านเกิดความเครียด ขอให้เขียนเรื่องเบาๆบ้าง
เมื่อท่านทักอย่างนั้น และผมเองเป็นคนหัวอ่อน วันนี้จึงขออนุญาตนำเสนอเรื่องเบาๆ เกี่ยวกับเครื่องดื่มสำคัญของมนุษย์คือ “กาแฟ” บ้าง ซึ่งท่านผู้อ่านอาจนึกไม่ถึงเลยว่า
กาแฟนั้นมีส่วนสำคัญ ที่เกี่ยวกับการเมืองเป็นอย่างมาก!

เคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า เมื่อชาวจีนอพยพหนีภัยสงครามการเมืองมานั้น มาด้วยกันหลายสาย ที่สำคัญคือท่าเรือเมือง
ซัวเถา ซึ่งส่วนมากเป็นจีนแต้จิ๋ว แต่มีคนจีนอีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง คือคนจีนที่มาจากเกาะ “ไฮหนาน”
เรือที่พาคนจีนจากเกาะใหญ่นี้ (คนไทยเรียกว่า “จีนไหหลำ”) อาจถูกกระแสลมพัดเรือไปเข้าทางฝั่งเวียตนามบ้าง หากพัดเลยเข้าเขตไทยมา ส่วนใหญ่ลมก็จะพาเรือแยกไปสองทาง คือ พัดเรือไปขึ้นฝั่งทางจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า เมืองแปดริ้วนั้น มีคนจีนไหหลำอยู่เป็นจำนวนมาก

อีกช่องทางหนึ่งคือ
กระแสลมพัดเรือไปทางปักษ์ใต้บ้านเราซึ่งได้มีข้อพิสูจน์ต่อมาในภายหลัง
เพราะเรือมนุษย์ของชาวญวนที่หลั่งไหลมา โดยเรือเล็กเรือน้อย
ครั้นเมื่อเข้าอ่าวไทย
และตกมาในช่องกระแสลม ที่พัดไปทางใต้ของบ้านเรา จึงมีเรือมนุษย์จำนวนมาก
ที่พลัดเข้ามาติดตามเกาะแก่งต่าง ๆ ในหมู่เกาะอ่างทอง
รวมทั้งจังหวัดทางฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยด้วย

เรืออพยพของเวียตนาม ถูกปล้นโดยโจรสลัดชาวไทย
ทำให้คนไทยเสียชื่อเป็นอย่างมาก ในเรื่องการทำทารุณกรรมต่อผู้อพยพ
จนสหประชาชาติต้องยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง รัฐบาลไทยจึงได้สั่งการให้กรมตำรวจ จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจเข้าไป กวาดล้างปราบปรามจนหมดสิ้น

เมื่อเรือพาคนจีนมาปักษ์ใต้
ได้นำคนจีนไหหลำมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งคนจีนจากเกาะไฮหนานเหล่านั้น
มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการชงน้ำชากาแฟ และขนมที่กินกับน้ำชากาแฟ จนมีคำกล่าวกันถึงความชำนาญของคนจีนต่างเผ่าพันธุ์ว่า
“ไหหลำ – โกปี้, แต้จิ๋ว – ก๋วยเตี๋ยว, ฮกเกี้ยน – หมี่”
อธิบายได้ ว่า



คน
ไหหลำเหล่านั้น ชำนาญการปรุงกาแฟและทำขนม สำหรับคนจีนแต้จิ๋ว
ถนัดเรื่องการทำก๋วยเตี๋ยว ส่วนคนฮกเกี้ยนนั้นเก่งเรื่องการผัดหมี่
ลวกหมี่
การที่คนไหหลำมีจำนวนมากในปักษ์ใต้
และจำนวนหนึ่งประกอบธุรกิจทางด้านกาแฟ รวมทั้งอาหารด้วย
และที่เด่นมากคือของที่รับประทานคู่กับกาแฟ เช่น
ปาท่องโก๋ หรือ อิ่วจาก๊วย ขนมปัง ขนมเค้ก รวมทั้ง ซาลาเปา ขนมจีบ

ถ้าท่านผู้อ่านขับรถลงปักษ์ใต้จะเห็นว่า
กาแฟตอนเช้าเป็นเรื่องสำคัญของคนปักษ์ใต้ มากกว่าภาคอื่นของประเทศทั้งหมด
โดยมีร้านกาแฟประจำอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน และสถานที่ดังกล่าวเป็น Talk of the Town ทีเดียวเชียว

นปักษ์
ใต้ที่เป็นชาวสวนยาง เมื่อกรีดยางตอนเช้าเสร็จแล้ว ต้องรี่เข้าไปร้านกาแฟ
เพราะที่ตรงนั้น เป็นสังคมหลักของชาวบ้าน
กว่าจะกินกาแฟเช้าพร้อมกับการสนทนากับเพื่อนบ้านเสร็จ ซึ่งตกประมาณสิบโมงเช้าแก่ๆ คราวนี้แหละ บ้านใครบ้านมันพากันกลับไป
ขนาดกรุงเทพใหญ่กลับมีร้านกาแฟดังๆไม่กี่ร้าน ที่เห็นก็มีร้านออนล๊อคหยุ่น (ศาลาเฉลิมกรุง) ร้านใต้จง บางลำพู (เลิกกิจการแล้ว) และ ร้านกาแฟเฮี้ยะเซ่งกี่ สี่แยกวิสุทธิกษัตริย์ ซึ่งผิดกับปักษ์ใต้มากมายนัก
ใครที่เคยไปนั่งกินกาแฟตอนเช้า หัวข้อสำคัญของการสนทนาในร้านกาแฟ เด่นมากที่สุดคือเรื่อง....
การเมือง!

ร้านกาแฟเฮี้ยะเซ่งกี่นั้น
ถึงกับเคยมีป้ายตั้งบนโต๊ะ เป็นรายชื่อพรรคการเมือง เพื่อแยกคนมากินกาแฟ
ที่นิยมการเมืองต่างพรรคกันเสียก่อน
จะได้ไม่ตีกัน!

ทางภาคเหนือและอีสานนั้น ร้านกาแฟไม่ค่อยมีความสำคัญ
ถึงกับเป็นเครื่องบ่งบอกถึงวิถีชีวิตผู้คน เหมือนกับทางภาคใต้
อาจจะมีอยู่บ้างในเมืองมหาวิทยาลัย เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น เป็นต้น

นอกจากนั้น อาจจะเป็นที่สถานีรถไฟผ่านยามเช้า เช่น ร้านกาแฟที่ ‘สบตุ๋ย’
จังหวัดลำปาง ส่วนทางภาคอีสานนั้น
ในจังหวัดที่มีชุมชนชาวไทยเชื้อสายญวนอยู่ ก็จะมีร้านกาแฟที่มีไข่ดาว หมูยอทอด ขนมปังฝรั่งเศส หรือที่เราเรียกว่า บาร์เก็ตต์ (Baguette) ขาย ร้านพวกนี้อร่อยไม่เลวเลยทีเดียว

ร้านกาแฟของหลายประเทศนั้น
เป็นแหล่งรวมของปัญญาชน ที่เข้ามาพบปะสนทนากัน
แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ชีวิตของตน และหลีกไม่พ้น ที่จะสนทนา
ปัญหาของบ้านเมือง!
ประชาธิปไตยของเมืองไทยเรา ก็มีจุดเริ่มต้นที่ “ร้านกาแฟ” ในกรุงปารีส ที่นักเรียนนอกหัวก้าวหน้า ไปสุมหัวกันเพื่อวางแผน “ล้มเจ้า” และสถาปนาระบอบประชาธิปไตย ขึ้นครั้งแรกในสยามประเทศ

ผู้นำในการก่อการขณะนั้น ได้ชื่อว่าเป็นนัก ‘อภิวัฒน์’ คนแรก
มีความเคืองแค้นอย่างฝังจิตฝังใจ ต่อเจ้านานพระองค์หนึ่ง
ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งใหญ่โต ในสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงปารีส
ฉะนั้น ใครที่นิยมในระบอบประชาธิปไตย ผ่านร้านกาแฟพึงตระหนักว่า
ประชาธิปไตยของไทยเรา เกิดขึ้นใน...ร้านกาแฟ!

ลัง
จากกาแฟเป็นที่นิยม ในบ้านเมืองของเรา ร้านกาแฟประเทศเรา
ก็ไม่ต่างจากบ้านเมืองอื่น คือ
เป็นแหล่งสำคัญในการสนทนาเรื่องการบ้านการเมือง และในอดีตบางครั้ง ก็เป็นแหล่งซ่องสุมสำคัญของนักการเมืองต่างลัทธิด้วย
ผมเคยเล่าเรื่องการต่อสู้ของ ‘ตำรวจสันติบาล’ ที่เป็นหน่วยงานที่องค์กรตำรวจได้จัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นหัวหอกในการดำเนินงานข่าวกรอง และต่อต้านการข่าวกรอง ในการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยตรงในหนังสือ “กาแฟขม..ขนมหวาน” เล่ม 1 เอาไว้ว่า

การแพร่ขยายของลัทธินี้
ได้เผยแพร่มาสู่ประเทศไทย พร้อมกับคนจีนอพยพเมื่อ ปี พ.ศ.2464
ซึ่งสันติบาลได้เป็นเสาเอกของชาติ ที่ต้องติดพันในการพันตู ต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งกินเวลายาวนานกว่าค่อนศตวรรษเลยทีเดียว เรียกว่า...
สู้กันมาตั้งแต่ยกแรก...ยันยกสุดท้ายทีเดียว!

ความเป็น “มืออาชีพ”
ของตำรวจสันติบาลที่มีเรื่องเล่าขานกันเป็นตำนาน
นั่นก็คือตำรวจสันติบาลชั้นประทวน ได้ปลอมตัวหาข่าวเป็นพ่อค้าขายหาบเร่
หาบกระจาดข้าวเหนียวไปนั่งฟังพวก
ข้าราชการนักการเมือง คุยเรื่องการเมืองกัน ใน “ร้านกาแฟ” ทางภาคเหนือตอนบน
ในจังหวัดซึ่งเป็นเป้าหมาย พอสายก็หาบกระจาดข้าวเหนียวกลับ ไปนั่งเขียนรายงาน ส่งให้เจ้านายที่กรุงเทพทราบ
เขาทำอย่างนั้น ติดต่อกันยาวนานกว่า 10 ปี โดยผู้คนไม่รู้ว่าเป็นตำรวจ
แม้แต่ ‘ภริยา’ ของเขาเอง!
นี่แสดงให้เห็นความสำคัญของ “ร้านกาแฟ-การเมือง” ได้เป็นอย่างดี!!

ร้านกาแฟการเมืองนั้น
ได้สร้างความหวั่นไหวให้ผู้ปกครองบ้านเมืองที่นิยมใช้อำนาจเผด็จการ
ผมมีตัวอย่าง ที่จะยกมาเล่าสู่กันฟังกัน ดังนี้

สุลต่านมูราดที่ 4 (Sultan Murad IV) ผู้ปกครองจักรวรรดิออตโตมาน ออกกฎห้ามราษฎรของพระองค์ ดื่มกาแฟโดยเด็ดขาด



พระองค์มักเสด็จออกจากพระราชวังในตอนกลางคืน พร้อมด้วยพระแสงดาบหนักอึ้ง (ดังที่เห็นในภาพ) หากพบคนกินกาแฟ จะทรงตัดหัวไอ้คนนั้นเสียเลย ฐาน
ฝ่าฝืนราชโองการ!

นอกจากกาแฟแล้ว สุลต่านยังทรงห้ามการกินเหล้า และสูบยาเส้น
ในราชอาณาจักรของพระองค์อีกด้วย ใครฝ่าฝืนหัวจะกระเด็นออกจากบ่าไม่รู้ตัว
แต่ส่วนพระองค์เองนั้น กลับเสวยทั้งน้ำจันท์ ยาสูบ และกาแฟ และในที่สุด ทรงเด็ดสะมอเร่ด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง

สุลต่านผู้สืบทอดบัลลังก์จากพระองค์ ดีขึ้นมาหน่อย โดยให้ลงโทษสถานเบา
สำหรับความผิดครั้งแรก แต่ถ้าถูกจับได้ครั้งที่สอง จะโดนยัดลงในถุงหนัง
แล้วเย็บปิดปากถุง และจะต้องถูกหวดด้วยกระบองหลายครั้ง จนน่วมดีแล้ว ก็โยนถุงทิ้งลงแม่น้ำ
ทรงพระเมตตาดีแท้ๆ!!

อย่าว่าแต่เมืองแขก อย่างจักรวรรดิออตโตมานเลย
แม้แต่ในยุโรปเองก็ไม่เบานะครับ
ทั้งการปฏิวัติในฝรั่งเศสและการปลดแอกของคนอเมริกันจากอังกฤษ
ก็ถูกวางแผนที่มุมมืด…
ในร้านขายกาแฟ!

พระเจ้าเฟรดเดอริคมหาราช
(Frederick the Great) จักรพรรดิผู้เกรียงไกร แห่งเยอรมนี
แม้จะทรงมีพระราชอำนาจมากก็จริง แต่ยังทรงประหวั่นพรั่นพรึง
ต่อการฟักตัวของการต่อต้าน ที่มักจะก่อตัวขึ้นในร้านขายกาแฟ พระองค์ถึงกับส่งสายตรวจไปสังเกตการณ์ตามร้านเหล่านั้นอย่างถี่ยิบ

ในที่สุดทรงเห็นว่า มาตรการที่ใช้สายตรวจ
น่าจะมีพวกก่อการที่รอดหูรอดตาไปบ้าง จึงทรงมีพระราชบัญชา
ให้ร้านกาแฟทุกร้านในอาณาจักรของพระองค์ เปลี่ยนเป็นร้านขาย “เบียร์” ให้หมดทุกร้าน เพราะทรงคิดว่าคนดื่มเบียร์ไม่คุยเรื่องการเมือง

แนวความคิด พระเจ้าเฟรดเดอริคมหาราช ไปพ้องกับความเห็นของ Grand Vizier
(อัครมหาเสนาบดี) คนหนึ่ง ของจักรวรรดิออตโตมานในยุคก่อนนั้น
แกรนด์วิเซียร์ท่านนี้ แฝงตัวไปยังร้านกาแฟต่างๆ ในกรุง
อิสตันบูลอย่างลับๆ สังเกตคนกินกาแฟ แล้วท่านลงความเห็นว่า

“คนที่เสพสุรานั้น มักจะคุยและร้องเพลงกัน ด้วยความร่าเริงสนุกสนาน
ผิดกับพวกที่ไปมั่วสุมในร้านกาแฟ ไอ้พวกเปรตนี่ จิบกาแฟแล้วชอบซุบๆซิบๆ
เรื่อง ‘การบ้านการเมือง’
กันซะจริงๆ!”

นประเทศสาระขันขัน ร้านกาแฟประจำพรรคการเมืองของ
คนใต้ ที่พยายามเปิดขึ้นในที่ทำการพรรค โดยหวังจะให้ลูกพรรค ไปจิบกาแฟ สังสรรค์กัน
แต่กลับไปไม่รอด ต้องปิดกิจการไป เพราะไม่มีคนกิน!

ทุกวันนี้ บรรดาสมาชิกพรรคนี้ จะนั่งกินกาแฟคุยกัน
ต้องเดินไปอาศัยร้านใกล้ๆพรรค จนผู้คนเขาแอบนินทาว่า
สมาชิกไม่อยากไปกินร้านของพรรค เพราะ...
จะนั่งจิบกาแฟกับประธานพรรค ท่านก็ไม่จ่ายค่ากาแฟให้ เพราะตัวท่านเอง เคยบอกว่า
ในชีวิตกาแฟแก้วเดียว...แกไม่เคยเลี้ยงใคร!
ผู้คนเลยค่อนขอดกันสนุกสนานว่า ลูกพรรคคงกลัวต้องจ่ายเงินให้ประธานพรรค
เลยไม่อยากกินกาแฟในพรรค สุดท้ายร้านเจ๊งจนได้!

นอกจากนั้น
หัวหน้าพรรคการเมืองแห่งนี้ เป็นนักเรียนนอกไฮโซ แต่เป็นคนไม่มีเพื่อน
แถมยังไม่ชอบคุยกับลูกพรรค จะคุยก็เฉพาะคนที่พูดภาษาปะกิต ‘ฟุดฟิด-ฟอร์ฟัก’ ด้วยกัน
เท่านั้น เรื่องอะไรจะให้ท่านหัวหน้า มานั่งคุยภาษาไทยกับลูกพรรค
ซึ่งเป็นคนบ้านนอกคอกนา เอาแต่แหลงใต้ทำพรือ ด้วยกันเกือบทั้งนั้น
ซึ่งหัวหน้าพรรคเองฟังไม่ออก...
จะนั่งกินโกปี๊ ให้เสียเวลาเปล่าๆทำไม ไม่เข้าการแน่!
ร้านกาแฟของพรรคเส็งเคร็งนี่ จึงไม่มีใครสนใจ จนในที่สุดต้องปิดตัวลงไปเอง...น่าสงสารจริง!

ส่วนรองหัวหน้าพรรคคนหนึ่ง
ซึ่งหวังว่าตัวเองจะได้เป็นหัวหน้าพรรคกับเขาบ้าง รายนั้นก็เคย
เปิดร้านกาแฟหรูหรา ให้พวกไฮโซไฮซิ้มมานั่งชิมกัน เคยให้สัมภาษณ์ว่า
“ร้านกาแฟผม มีผัด ‘ฟักแม้ว’ ด้วย!”
คงคิดว่าตัวเองพูดเก๋ไก๋ตายห่า แต่ปรากฏว่า ในที่สุดร้านกาแฟของแก ที่ให้เมียแก่แม่ม่ายลูกติด ดูแลอยู่นั้น
บัดนี้...
เจ๊งสนิท...ปิดกิจการ ไปเรียบร้อยแล้ว!!
ขนาดทำแค่ร้านกาแฟยังเจ๊ง แล้วเป็นรัฐมนตรีคลัง มันจะได้เรื่องได้ราวอะไรกัน...โถ!!!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

คนไทยเราต้องไม่สร้าง ‘นิสัยเสีย’ ให้ตัวเอง จนกลายเป็นคนติดกาแฟ และต้องไปกินกาแฟในร้านประจำเพราะ...

ถ้าวันหนึ่งข้างหน้า ไอ้อัปรีย์บางกลุ่ม เกิดฮึกเหิม ก่อพฤติกรรมเลียนแบบ
ไอ้พวกยำหมา ร.ส.ช. หรือ แก๊ง ค.ม.ช. กลับมายึดอำนาจ
ไปจากพวกเราคนไทยอีกครั้ง!
ไม่แน่นะครับ


พวกมันอาจ ‘เลียนแบบ’ แขกตุรกี หรือพวกยุโรปสมัยโบราณ โดย ห้ามเปิดร้านกาแฟ, ห้ามคนไทยกินกาแฟ ในประเทศไทยของเราเอง เพื่อตัดโอกาส ‘มั่วสุม’ กันทางการเมืองของพี่น้องประชาชน

ได้ ‘ลงแดง’ ตายกันบ้างเชียวนะ...จะบอกให้!!!

...555…



...................
(***คอลัมน์ประจำสัปดาห์ กาแฟ-การเมือง ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 28 มกราคม 2555)


แก้ไขล่าสุดโดย lucky m. เมื่อ Sun Feb 26, 2012 10:42 am, ทั้งหมด 4 ครั้ง
avatar
lucky m.
Hero gen.seh member
Hero gen.seh member

จำนวนข้อความ : 2803
Join date : 12/06/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช ‘พรรค’ นั้นเหมาะ คิด ‘กบฏ-อัปลักษณ์’

ตั้งหัวข้อ  goosehhardcore on Mon Feb 06, 2012 10:06 am

โห ไม่อยู่แป๊บเดียว.. ป้าลัคพัฒนาเริ่ดดดมากกก cheers cheers cheers affraid affraid affraid
ขอบคุณมากๆที่ช่วยเรื่องข่าวสาร.. กลับมาอีกแระ จะพยามยามอยู่นานๆ อีกเดือนเดียวจะว่าง(จริงๆ)แล้ว อิอิ silent silent silent Smile Smile Smile Razz Razz Razz
avatar
goosehhardcore
Hero gen.seh member
Hero gen.seh member

จำนวนข้อความ : 6012
Join date : 12/06/2010
ที่อยู่ : Bangkok Thailand

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช ‘พรรค’ นั้นเหมาะ คิด ‘กบฏ-อัปลักษณ์’

ตั้งหัวข้อ  lucky m. on Mon Feb 06, 2012 1:11 pm

พัทนาอะไรเหรอค่ะป้า แล้วอะไรเริดอะค่ะ จะอยู่นานๆ ที่ไหนอะค่ะ Laughing Laughing Laughing Laughing Laughing
avatar
lucky m.
Hero gen.seh member
Hero gen.seh member

จำนวนข้อความ : 2803
Join date : 12/06/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช ‘พรรค’ นั้นเหมาะ คิด ‘กบฏ-อัปลักษณ์’

ตั้งหัวข้อ  lucky m. on Mon Feb 06, 2012 7:51 pm

ยิ่งลักษณ์...คำราม!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

มื่อ
กลางเดือนนี้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งประเทศไทย
ได้เดินทางไปเยือนอินเดีย ซึ่งการเยือนครั้งนี้
นอกจากเป็นการไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติเรา และความร่วมมือของสองประเทศแล้ว ที่โดดเด่นอย่างมาก ก็คือ
การยกย่องของอินเดีย ที่มีต่อผู้นำของประเทศไทย!

นายกรัฐมนตรีของเรา ได้ร่วมพิธีวันวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดียอย่างเป็นทางการ (Republic Day) วันที่ 26 มกราคม 2555 ในฐานะ Chief Guest ซึ่งแต่ละปี อินเดียจะเชิญผู้นำต่างชาติเพียงหนึ่งประเทศเท่านั้น
สื่อทั้งเทศและไทย ต่างระบุตรงกันว่า

นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของไทยที่มีต่ออินเดีย
โดยนายกรัฐมนตรีผู้หญิงของเรา นับเป็นผู้นำเอเชียคนที่สาม
ที่ได้รับเชิญต่อจากประธานาธิบดีเกาหลีใต้ (นายลี เมียงบัค) เมื่อปีพ.ศ.2553 และประธานาธิบดีอินโดนีเซีย (นายซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน) เมื่อปีพ.ศ.2554
เธอเป็นสุภาพสตรีลำดับที่ 2 ซึ่งได้รับเกียรติเช่นนี้ แต่น่าทึ่งไปกว่านั้น เพราะท่านแรก คือ
สมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 2 แห่ง สหราชอาณาจักร!!!
นั่น ‘บ่งบอก’อะไร?

วิสัชนาให้เข้าใจกันง่ายๆ ได้ดังนี้
รัศมีของนายกฯยิ่งลักษณ์ ต้องฉายแสง “เข้าตา” ผู้นำอินเดีย ทางประเทศภารตะถึงได้ยกย่อง ให้เกียรตินายกฯผู้หญิงของไทยคนนี้ ขึ้นชั้นเทียบเท่ากับผู้นำที่โดดเด่นในเอเชีย อย่างประธานาธิบดีอีกสองประเทศ ที่ถูกจัดว่าเป็นผู้นำที่บารมีเข้าขั้น ‘เรืองรอง’ ผ่องอำไพเลยทีเดียว

ช่างเป็นเรื่องที่น่าทึ่งนัก ที่ผู้นำหญิงของประเทศไทย
ซึ่งเพิ่งเข้าบริหารบ้านเมืองไม่กี่เดือน
กลับได้รับเกียรติในฐานะผู้นำประเทศ และ...
เข้าตาผู้นำนานาชาติ ได้อย่างรวดเร็ว จนน่าอัศจรรย์!

จึงน่าที่พวก ‘คอการเมือง -สีเหลือง’ ทั้งหลาย จะนำไปวิเคราะห์กันบ้าง เพราะพวกเขาเหล่านั้น เคยหลงผิดไปเชียร์ทั้งคนและพรรคกาลี จนในที่สุด ได้ประจักษ์แจ้งแก่ตนเองว่า
ทั้งพรรคและหัวหน้า ที่พวกตัวเคยเชียร์นั้น และผลักดันจนได้บริหารบ้านเมือง อย่างค้านสายตาพี่น้องประชาชนนั้น
ได้สร้างความผิดหวัง ให้กับพวกตัวแค่ไหน?
ในที่สุด ‘คอการเมือง –สีเหลือง’ นั่นแหละ ที่เป็นฝ่ายทนไม่ได้ จนออกมาเปิดเผยเอง ว่า
ทั้งหัวหน้าและพรรคกาลี ที่ประชาชนส่วนใหญ่ ให้การปฏิเสธ และร่วมใจกัน ‘ถีบ’ จนตกจากเก้าอี้บริหารประเทศไปนั้น ได้สร้างความจังไรอัปรีย์ ไว้กับบ้านนี้เมืองนี้ อย่างไรกันบ้าง?
จริงใช่ไหมล่ะ!?

ความโดดเด่นของนายกฯยิ่งลักษณ์
ยังปรากฏในรูปแบบอื่น เช่น น้องสาวประธานาธิบดีฟิลิปปินส์
ออกมาให้สัมภาษณ์แบบกระจุ๋มกระจิ๋ม ว่า
นายกฯปูของเราเป็น...พี่สะใภ้ในฝันทีเดียว!

ใช่แต่แค่นั้น ระหว่างที่กำลังเยือนอินเดียอยู่นั้น
หนังสือพิมพ์เดลิเมล์ของอังกฤษ ยังชมเรื่องการแต่งกายที่เหมาะสม
แถมยังตบท้ายอีกด้วยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย นั้น มีคุณสมบัติครบเครื่อง คือ

สวย รวย เก่ง!!!

ฮู้ยยยย......ข่าวนี้ทำให้ไอ้พวกขี้อิจฉา ถึงกับขอบตาร้อนผะผ่าว วูบวาบ วาบวูบ กันไปเลยทีเดียว...เจ้าค่ะ!

น่าแปลกใจนัก
ที่ไอ้พวกขี้เหลือง และบรรดาไอ้อีขี้อิจฉาทั้งหลาย ยังคงความโง่งมงาย
คงเส้นคงวาเหนียวแน่น ได้แสดงคำพูด ดูถูก ดูแคลนผู้นำสตรีคนแรกของประเทศเรา
ทั้งๆที่คนต่างชาติ กลับมองไปในทิศทางตรงกันข้าม แตกต่างจากกับพวกมันโดยสิ้นเชิง

ปัจจุบันนี้ เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแล้วว่า
ประเทศไทยไม่ต้องเสียเงินงบประมาณ ค่าทำพีอาร์ประชาสัมพันธ์
ให้ต่างชาติรู้จักเพราะนายกฯยิ่งลักษณ์ เป็นแม่เหล็ก ที่ดึงดูดทั้งสื่อ และนักลงทุนจากต่างชาติ
เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ...

ปาฏิหาริย์ที่เธอสร้างขึ้น ในการใช้เวลาไม่ถึงห้าสิบวัน ก็ช่วงชิงตำแหน่ง
‘นายกรัฐมนตรี’ ของชาติเก่าแก่อย่างไทยแลนด์แดนสยามมาได้นั้น
แค่นี้ก็ถือเป็น “จุดขายสำคัญ” แล้ว ที่จะทำให้คนต่างชาติเขาสนใจ ว่า ผู้หญิงสวยคนนี้
มีอะไรดี นักหนานะ?

ข้อพิสูจน์ในเรื่องความสนใจ ของสื่อต่างชาติ ในตัวนายกฯหญิงของไทยนั้น ที่เห็นได้ชัดเจน คือ
สำนักข่าวเก่าแก่ BBC แห่งเมืองผู้ดี ยกภาพนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ติด 1 ใน 12 ภาพประจำปี 2011 แห่งเอเชีย
เท่านั้น...ยังไม่พอนะจ๊ะ
สำนักข่าวยักษ์ใหญ่ อย่าง ‘รอยเตอร์’ ยังยกภาพ “นายกปูฯ- ชูหนึ่งนิ้ว” เป็นภาพข่าวแห่งปี 2011
ไม่ต้องเสียงงบประมาณ สัปดาห์ละ 159 ล้านบาท โฆษณาผลงานตัวเอง อย่างพรรคประชาธิเปรตทำ
เอาเงินโฆษณาผลงานรัฐบาล ไปซื้อแท็บเล็ตแจกเด็กนักเรียน ได้ประโยชน์มากมายกว่าแยะ แถมเงินยังเหลืออีกด้วย!
...จริงหรือเปล่าล่ะ!!


มอ
ยากให้ท่านผู้อ่านลองสังเกต การวางตัวของนายกฯปู ที่ผู้คนพูดกันมาก คือ
ท่าทีหรือท่วงท่า ที่เธอแสดงออกกับบุคคลอื่น
ซึ่งสังคมได้เห็นกันอย่างแจ่มแจ้งว่า

กริยาที่เธอแสดงออกนั้นเหมาะเจาะ ถูกต้อง ชัดเจน
และเป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนสตรี ที่จะจดจำไว้เป็นตัวอย่าง ได้เป็นอย่างดี
เช่น





เมื่อทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าให้เข้าเฝ้า เพื่อถวายข้อราชการ
ท่าทีในการนั่งของเธอ แม้จะไม่ใช่การหมอบเฝ้าอย่างโบราณ
แต่การนั่งของนายกฯปูนั้น เธอนั่งไม่เกินเศษหนึ่งส่วนสองของเก้าอี้ และค้อมกายไปข้างหน้า เข่าชิด มือประสานเข้าด้วยกัน ด้วยท่าทางอย่างนี้ สามารถสื่อให้ผู้คนเห็นว่า
เธอถวายความเคารพอย่างสูง ต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา
เยี่ยง ‘พสกนิกร’ ที่ดีคนหนึ่ง!
แม้จะทรงพระกรุณาให้นั่งเก้าอี้แล้ว แต่เธอก็นั่งเพียงไม่ถึงครึ่งเก้าอี้เท่านั้น และยังแสดงท่าน้อมกายลง เหมือนกำลัง ‘หมอบเฝ้า’
อยู่ ตามธรรมเนียมเดิมแต่โบราณ อีกทั้งท่าทีของผู้นำหญิงของเรา
ได้แสดงความตั้งอกตั้งใจ ที่จะรับพระราชกระแสใส่เกล้าฯตน อย่างเต็มที่
ภาพ
นี้เอง ทำให้ประชาชนทั่วไป ปลาบปลื้ม และไม่มีข้อสงสัย ในความจงรักภักดี
ที่นายกฯสตรีผู้นี้มีต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา!



นอกจากการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ซึ่งเป็นที่ประทับใจประชาชนแล้ว การพบปะกับผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ
หลังการเลือกตั้ง นายกฯปูก็ไม่ได้แสดงความยำเกรง
ในอำนาจของผู้นำฝ่ายทหาร แม้พวกเขาเคยแสดงท่าทีไม่สบอารมณ์
เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะ เพราะพรรคทหารนั้น
สนับสนุนพรรคดักดานอย่างออกหน้าออกตา ตรงนี้ฝ่ายทหารจะปฏิเสธไม่ได้เลย
แต่...
นายกฯสตรีคนแรกของประเทศไทย พบกับผู้นำเหล่าทัพ ด้วยท่วงท่าสง่างาม ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด โดยไม่ได้ทิ้งความ
นิ่มนวล อ่อนโยน และเป็นมิตร!
นี่เอง ทำให้ปฏิกิริยาของกองทัพ ที่ดูจะมีความแข็งกร้าว หลังทราบชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งทั่วไป
ดูอ่อนยวบ ไปทันที!

ดังนั้น
เมื่อนายกฯปูสั่งการให้กองทัพ เข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในตอนน้ำท่วมใหญ่
เราจึงได้เห็นภาพนายกฯรัฐมนตรี เคียงคู่กับ ผบ.ทบ.
ไปถึงพื้นที่น้ำท่วมด้วยกัน ร่วมทักทายให้กำลังใจ และแจกสิ่งของให้พี่น้องที่ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งดับกระแสยุแยงตะแคงรั่ว ให้เกิดรอยร้าวระหว่างทหารกับรัฐบาล
บรรดาขี้เหลือง และไอ้สลิ่มเวรตะไล ขัดใจยิ่งนัก!

สิ่งที่ผู้คนจับตาดูกันมาก คือ การพบปะกันระหว่างนายพลเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งผู้คนในประเทศทราบกันดีว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการ ‘คว่ำ’ รัฐบาลนายกฯทักษิณ
แต่...

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ซึ่งเป็นน้องคุณทักษิณ
ไม่ได้แสดงท่าทียำเกรง ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นตัวการ
ในการโค่นล้มรัฐบาลพี่ชายเธอแต่อย่างใด หาก
แต่แสดงความเคารพตามสมควร ในฐานะผู้น้อยพึงปฏิบัติต่อผู้อาวุโส
อีกทั้งเจ้าคุณเปรมเอง เคยดำรงตำแหน่งเดียวกันกับเธอมาก่อนด้วย
ต่างกันตรงที่ท่านเจ้าคุณ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น



ภาพจึงออกมา ในลักษณะที่นายกฯหญิงคนแรกของไทยแลนด์แดนสยาม
ทรงไว้ซึ่งความสง่างาม อย่างไม่มีที่ติ!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

การปรับคณะรัฐมนตรีคราวนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็ง กล้าหาญ และการรักษาความ ‘ลับสุดยอด’ อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งของนายกฯปู

ที่พูดกันอื้ออึง ในหมู่ผู้ถืออาวุธ คือ การที่นายกฯผู้หญิงหาญกล้า
ปรับตำแหน่งสำคัญ อย่างตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
โดยไม่ประหวั่นพรั่นพรึง อย่างผู้คนคาด
ไม่ถึง นั้น
เป็นการประกาศ ‘ศักดา’ ของนายกฯหญิงคนนี้...ชัดเจน!


หลังจากปรับคณะรัฐมนตรีแล้ว บังเอิญผมได้บทความใน น.ส.พ.มติชน รายวัน ฉบับประจำวันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม 2555 ของคุณ ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช ซึ่งเขียนถึงเพลงที่แสดงความเข้มแข็งของผู้หญิง เพลงชื่อ
“I Am Woman”
สรรเสริญหญิงเหล็กทั้งหลายเมื่อ 40 ปีก่อน ผู้ที่ร้องเพลง
"ข้าฯคือสตรี" ชื่อ Helen Reddy ร้องเพลง และกลายเป็นอันดับหนึ่งของบิลบอร์ด คุณศุภาศิริ เขียนว่า


...นอก
จากทำนองอันทรงพลังแล้ว เนื้อเพลงยังกระตุ้นผู้หญิงในโลกตะวันตก
ให้ลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิของตนเองอีกด้วยทุกวันนี้องค์กรสตรีหลายแห่งยังใช้ I
Am Woman เป็น
เพลงประจำองค์กร

"I am woman / Hear me roar....ข้าฯคือสตรี จงฟังข้าฯคำราม
พวกข้าฯมีมากเกินกว่าที่ท่านจะมองข้าม...ข้าฯเคยถูกเหยียบย่ำมาแล้ว
บัดนี้รู้อะไรดีๆเกินกว่าจะยอมให้เหยียบต่อไป
/
ข้าฯสุขุม ข้าฯเรียนรู้จากความเจ็บปวด... / ท่านอาจงอข้าฯได้
แต่ข้าฯจะไม่มีวันหัก และจะกลับมาแกร่งยิ่งกว่าเดิม...I am strong / I am
invincible / I Am Woman ข้าฯแข็งแกร่ง ข้าฯคงกระพัน ...ข้าฯคือสตรี"


ขอมอบ
เพลงนี้ให้หญิงเหล็กทั้งหลายในโลก ไม่ว่าจะเป็นหญิงเหล็กระดับโลก
หรือระดับบ้าน-บ้านไม่มีหญิงเหล็กกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูมา
ชายทั้งหลายก็ไม่มีวันรอด จนโตขึ้น
เป็นชายเหล็ก ชายกะไหล่ ชายอะลูมิเนียมฯลฯ อย่างทุกวันนี้หรอก....

ผมอ่านข้อเขียนนี้แล้ว ต้องขออนุญาต กราบเรียน ต่อท่านทั้งหลาย ว่า

มาถึงวันนี้ นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย ได้แสดงความ ‘เหนือชั้น’ กว่าอดีตนายกฯชายกะไหล่ นายกฯชายอะลูมิเนียม รวมทั้ง นายกฯชายเก๊-ชายเกย์ ฯลฯ อย่างไม่มีข้อกังขาใดๆเลย
ถึงแม้จะไม่เปล่งวาจา ออกเป็นคำพูดออกมา แต่ทีท่าของเธอนั้น ได้แสดงออกต่อสาธารณชน อย่างชัดเจน แล้วว่า...


I am strong / I am invincible / I Am Woman
ข้าฯแข็งแกร่ง...ข้าฯคงกระพัน...
ข้าฯ คือสตรี ชื่อ...ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร


จงฟัง ข้าฯ...คำราม!!!

.......................

(***คอลัมน์ประจำสัปดาห์ ยิ่งลักษณ์...คำราม!!! ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555)
avatar
lucky m.
Hero gen.seh member
Hero gen.seh member

จำนวนข้อความ : 2803
Join date : 12/06/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช ‘พรรค’ นั้นเหมาะ คิด ‘กบฏ-อัปลักษณ์’

ตั้งหัวข้อ  lucky m. on Mon Feb 06, 2012 7:54 pm

คำทำนาย…คำทำลาย!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

บทความ
วันนี้ เป็นปฐมบทของ พ.ศ.ใหม่ ผู้เขียนไม่อยากให้มีความเข้มข้นมากนัก
เนื่องจากยังเป็นเวลาสบายๆของคนไทยเรา จึงอยากนำเรื่องเบาๆ
มาสนทนากับท่านผู้อ่าน
ก่อนที่จะเขียนวิพากษ์วิจารณ์แบบตะลุมบอนเหมือนเดิม ในสัปดาห์ต่อๆไป

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้
ทำให้คนไทยดูจะยำเกรงธรรมชาติกันมากขึ้ง
ทั้งๆที่พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติเรานั้น
ได้สอนให้คนไทยรู้และเข้าใจธรรมชาติ อันเป็น
‘ธรรมะ’ สำคัญ
แต่น่าที่เสียดายอย่างยิ่ง ที่แม้ชาวเราจะรู้ในข้อนี้
กลับดำรงชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ แถมยังบังอาจหักหาญ
ทำลายธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง เพราะความโลภและหลง จนลืมความถูกต้องชอบธรรม จนในที่สุดธรรมชาติได้ส่งผลร้ายแรง
อย่างยิ่ง ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์กันแล้ว

พอน้ำแห้งลง เราก็พบ “ขยะ” จำนวน
มหาศาล อย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อน ซึ่งเป็นภาระที่ทั้งเจ้าของบ้าน และเทศบาล
องค์กรท้องถิ่นต่างๆ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ประสพภัย
จะต้องดำเนินการกำจัดไปตามหน้าที่แห่งตน
ทาง กทม.เองนั้น
มีปัญหาเรื่องนี้ จนถึงขั้นต้องมีรายการ ปลดผู้อำนวยการเขต
โทษฐานที่ไม่เอาใจใส่ ในการจัดการกับปัญหาขยะล้นเขต
ในความรับผิดชอบของตนไปแล้ว 1 ราย

ท่ามกลางเสียงประชาชน ที่พากันบ่นเรื่องขยะล้นเมืองอย่างหนาหู แต่กลับมีรายงานข่าวว่า

บรรดาซาเล้งที่มีอาชีพเก็บขยะ มีรายได้เพิ่มจากเดิมหลายเท่าตัว
ทำให้ใครก็ตาม ที่คิดว่างานเก็บขยะเป็นงานต่ำ
แต่คนที่ร่ำรวยจากการค้าขายขยะ จนมีทรัพย์สินหลายสิบล้านบาท ก็มีให้เห็นกันแล้ว และที่น่าทึ่งมาก ก็คือ
ขยะเพียงจุดเดียว อย่างที่สถานีรถไฟจังหวัดพิษณุโลก มีคนจากสามครอบครัวมาเก็บขยะจากจุดนี้ สามารถเลี้ยงครอบครัวของพวกเขาได้เลย
น่าประหลาดใจนัก!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

มหาอุทกภัยครั้งนี้ ถือเป็นความ “วิบัติ” โดยแท้ แต่ขอให้ท่านทั้งหลาย จำคำของผมเอาไว้ให้ดี ว่า
เมื่อมี “วิบัติ” แล้วจะมี “อุบัติ” ควบคู่ไปด้วยกัน ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ

สิ่งที่ “อุบัติ” ขึ้นหลังน้ำท่วมครั้งร้ายแรงนี้ ทำให้เราเห็นทั่วกันคือ
นวัตกรรมใหม่ๆที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทย ทั้งจากผู้ประสบความเดือดร้อน
และนักประดิษฐ์ทั้งสมัครเล่นและอาชีพ ที่มุ่งหวังจะช่วยพี่น้องชาวไทยด้วยกัน เช่น
ส้วมกระดาษ สุขาลอยน้ำ แผ่นพลาสติกห่อรถกันน้ำเข้า ประดิษฐ์กรรมจากของเหลือใช้ต่าง เช่น ขวดน้ำพลาสติก ฯลฯ

ผมฟังข่าวจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่า มีผู้ยื่นขอจดสิทธิบัตรนวัตกรรมใหม่ๆ
อันเป็นผลมาจากน้ำท่วมครั้งนี้หลายรายแล้ว
ซึ่งมีหลายรายการที่สามารถจดสิทธิบัตรได้
นี่คือ “อุบัติ” ที่เป็นผลมาจาก “วิบัติ” โดยแท้!

นวัตกรรมใหม่ที่ผมสนใจมากคือ
หลังจากน้ำลดลง เมื่อเจ้าของบ้านที่ถูกน้ำท่วม เข้าฟื้นฟูบ้าน
ก็พบกับปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะ “รา” ที่ขึ้นตามผนัง และเครื่องเรือนต่างๆ ซึ่งกำจัดได้ยากยิ่ง

ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
เขาก็คิดค้นน้ำยากำจัดเชื้อราขึ้น และแจกให้ราษฎรผู้เดือดร้อน ไปรับได้ฟรีๆ
ซึ่งเขาให้ชื่อได้ถูกใจคนเขียนมาก คือ
“รา-อเวย์”

คำว่า”อเวย์” เป็นภาษาฝรั่ง คือ Away ซึ่งแปลว่าไปทางอื่น หรือจากไป
เมื่อเอามาตามหลังภาษาไทย คือคำว่า “รา” ก็คงมีความหมายว่า
น้ำยาที่ทางสถาบันนี้ คิดค้นให้ผู้คนได้ใช้กันนั้น จะทำให้ “เชื้อรา”ต้อนยอมจำนน และจากไปแต่โดยดี นั่นคือการกำจัด “รา” ที่ได้ผลนั่นเอง
เก๋ไก๋มาก ทั้งเรื่องน้ำยา และชื่อของผลิตภัณฑ์ ต้องขอ
ยกย่องไว้ ณ ที่นี้!

อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่า
รัฐบาลชุดปัจจุบันได้บทเรียนสำคัญจากภัยพิบัติในครั้งนี้
และจะต้องมีแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมชัดเจนออกมา ให้ชาวบ้านเห็นเป็นรูปธรรม
และที่สำคัญคือ

มาตรการต่างๆที่จะมีติดตามมา จะต้องได้รับความเชื่อถือ
และความมั่นใจจากพี่น้องประชาชน ที่สำคัญคือ จะให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้
ซ้ำอีกไม่ได้แล้ว เพราะนั่นหมายถึง...
‘จุดจบ’ ของรัฐบาลนี้ด้วย!

ปีใหม่
นี้ คนไทยดูจะมีความสุข ระหว่างการเปลี่ยนศักราชกันมากขึ้น
อาจเป็นเพราะบ้านเรา เพิ่งผ่านปีที่เลวร้ายของมหาอุทกภัย
ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็มีความหวังว่า ชาติไทยของเราจะต้องก้าวหน้ากันต่อไป ด้วยความรุ่งเรืองสดใสมากกว่าทุกๆปี

สำหรับตัวผู้เขียน นึกเสียดายที่ผมพลาดโอกาสที่จะไปยืนบนสันเขื่อนภูมิพล
จังหวัดตาก ตามคำเชิญชวนของทางผู้บริหารเมืองนั้น
เพราะก่อนหน้ามีคำทำนายจาก ‘เด็กชายปลาบู่’ ที่ตายไปนานหลายปีแล้ว แต่ข่าวบอกว่า บิดาของเด็กชายคนนี้ ได้นำคำทำนายของเด็กคนนี้ออกมาเปิดเผย โดยบอกว่า
เด็กได้ทำนายเหตุการณ์ร้ายๆไว้อย่างถูกต้อง แล้วสื่อที่ไม่ชอบรัฐบาลของนายกฯปู นำเอามาเปิดเผยกันเป็นที่ครึกครื้น
คำทำนายของ ‘เด็กชายปลาบู่’ ที่สร้างความฮือฮามากหน่อยก็คือการทายทักว่า เขื่อนภูมิพลจะแตกคืนวันปีใหม่ที่เพิ่งผ่านมา แต่ปรากฏว่า
เขื่อนสำคัญของบ้านเรา ยังมั่นคงดีอยู่ และคำทำนายก็กลายเป็นเรื่อง “ตอแหลตอหลด-ตดใต้น้ำ” ไป เหมือนอย่างคำทำนาย “ขยะ” อีกหลายๆเรื่องเคย แต่ครั้งนี้คนเมืองตากเขาไม่ยอม เลยมีการแจ้งความเอาผิดกับผู้เผยแพร่ข่าว ในความผิดฐาน
ทำให้ ‘ตกใจกลัว’ กันบ้าง!

เรื่องการออกมาเขย่าขวัญผู้คนอย่างนี้ พวกโหรหรือหมอดูทำเป็นประจำโดยผ่านคำทำนาย “ขยะ”ของพวกเขา และมักโดนด่าว่าเป็น ไอ้โหนต่องแต่งบ้าง โหนจังไรบ้าง โหนระยำบ้าง ฯลฯ แต่คนพวกนี้ก็ไม่เคยเข็ด หาเรื่องตอหลดตอแหลไปได้เรื่อยๆ ถึงแม้ว่าทางองค์การนาซ่า เขาแถลงออกมาเป็นเรื่องเป็นราวว่า
วันสิ้นโลก...เป็นเรื่องเหลวไหล!

แต่...ไอ้พวกนี้ก็คงไม่หยุด และคงต้องหาเรื่อง ‘แถ’ ไปจนได้
ไม่เชื่อก็คอยดูกัน!!


ผมสังเกตเห็นว่า
บรรดานักพยากรณ์บ้านเรานั้น ได้แบ่งกันเป็นค่ายเป็นสี เหมือนกับวงการอื่นๆ
ซึ่งไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร เพราะแม้กระทั่งนักศึกษา ว.ป.อ.
ซึ่งก็เป็นผู้ใหญ่ในวงราชการ วงการธุรกิจการค้า และอื่นๆ ยังแบ่งกันเป็นเหลือง-เป็นแดง แล้วอย่างนี้
จะสำมะหาอะไร กับวงการหมอเดา-หมอดู!

การแบ่งค่ายของคนกลุ่มนี้นั้น มีสื่อหนังสือพิมพ์คือ ‘มติชน’
นำมาลงเผยแพร่ให้ชาวบ้านรู้ แม้ไม่ได้บอกชัดเจนว่า
คนไหนเป็นสีอะไรหรืออยู่ค่ายไหน แต่ก็พอเดากันได้ยาก เพราะทางมติชนแยกประเภทไว้ จึงทำให้คนอ่าน มองเห็นสีของค่ายที่คนพวกสังกัด โผล่ขึ้นมาเอง ดังนี้


- หมอดูที่เชียร์รัฐบาลเก่า ก็จะมีคำทำนายออกมาว่า พรรคประชาธิเปรต
จะได้เป็นรัฐบาลต่อไป แต่หมอดูฝ่ายตรงข้าม ก็ออกคำทำนายไปคนละทิศ

- หมอดูที่ไม่ฟันธง ว่าพรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาล แต่พูดออกเป็นกลางแบบนวลๆ
โดยอาศัยตอหลดด้วยคำทำนายแบบมีเงื่อนไข
เพื่อเปิดช่องเอาไว้ให้ตัวเองสามารถแก้ไข
หรือซ่อมแซมคำทำนายของตนได้ เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว
กลุ่มนี้...เป็นพวกเอาตัวรอด!

- หมอดูฟันธงขาดลงไปเลย ว่าคุณยิ่งลักษณ์ได้เป็นนายกฯอย่างแน่นอน
ใครที่กล้าทำนายอย่างนี้ได้ ก็จะได้รับการยกย่องมาก แต่ที่เห็น....
ดูจะมีเพียงรายเดียวเท่านั้น ที่แม่นจน...ขนลุก!!

หมอดูที่ปั่นกระแสตัวเองขึ้นมาไม่นาน แต่มาทำนายทายทักผิดพลาดอย่างจัง ที่พอจะยกเป็นตัวอย่าง ก็คือ นายกรหริศ บัวสรวง ที่ทำนายว่า คุณยิ่งลักษณ์ฯจะไม่มีทางได้เป็นนายก แต่เมื่อผู้หญิงคนนี้ กลายเป็น ‘นายกฯปู’ ไปแล้ว อีตาคนนี้เลย
เสียหน้าอย่างแรงไป



ไม่น่าเชื่อว่า
ขนาดดูผิดดูพลาดอย่างนาย กรหริศฯ ยังดันทะลึ่งผลิตทำคำนายที่น่ากลัว
ออกมาเขย่าขวัญชาวบ้านอีกตอนช่วงปลายปีที่ผ่านมา
โดยทำนายว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆนาๆ ผมไม่อยากนำมาเผยแพร่ซ้ำ แต่มีผู้มาถามความเห็นจากผม ว่า
มันจะเป็นความจริง ตามที่ไอ้เจ้านี่...มันทำนายหรือไม่?
จึงตอบเขาไปว่า

ในทัศนะส่วนตัวของผมแล้ว ที่ไอ้หมอเดาคนนี้มันพูด ไม่ใช่
‘คำทำนาย’ แต่น่าจะเรียกว่า ‘คำทำลาย’ เพราะการออกมาทำนาย ไม่เป็นมงคลอย่างนั้น และเมื่อย้อนหลังไปถึงคำทำนายเก่าที่ผิดพลาดของเจ้าตัว ทำให้มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะต้องบอกกัน ว่า
นี่เป็นการจงใจออก ‘คำทำลาย’ ความเชื่อมั่นรัฐบาลชุดปัจจุบัน และทำลายขวัญกำลังใจของประชาชน
อย่างแท้จริง!
ฉะนั้น ผมไม่มีวันเชื่อไอ้หมอเดาตัวนี้ เพราะมันทายผิดซ้ำๆซากๆแล้ว ยังเสือกหน้าด้าน ออกมาทำนายทายทักอีก!
ทุเรศ...ชิบหาย!!

ท่านที่ตามอ่านบทความของ ‘วาทตะวัน’ มาโดยตลอด จะเห็นได้ว่า
ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ‘คุณปู’ เธอจะเป็นนายกฯไปอีกยาวนาน ไม่ใช่แต่ผมว่าคนเดียวนะครับ แต่มีพระเกจิ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส วัดถ้ำค้างคาว คือ พระครูวิจิตรสุธาการ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า “พระอาจารย์นวย” ทำนายเอาไว้อย่างชัดเจน ก่อนการเลือกตั้งว่าคุณยิ่งลักษณ์จะได้เป็นนายกฯ และคำทำนายนั้น
แม่นยำนัก!

พระอาจารย์รูปนี้ เป็นผู้เปลี่ยนชื่อให้นักเรียนเตรียมทหาร
รุ่นเดียวกับผม และนั่งเรียนติดกันตั้งแต่ปีแรก จากเดิมชื่อ “สมภพ” เป็น “สมทัต” ซึ่งต่อมาได้พระราชทานยศเป็นพลเอก และได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารสูงสุด จนเกษียณจากราชการไปหลายปีแล้ว

นอกจากนั้น พระอาจารย์นวยยังเปลี่ยนชื่อให้นายทหารและนายตำรวจอีกหลายนาย
ซึ่งโชคชะตาของผู้ได้รับการเปลี่ยนชื่อ ก็แปรไปในทางที่ดีขึ้นกันทั้งนั้น
เช่น พล.อ.ณพล บุญทับ (จากเดิมชื่อ “เรวัต”) อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และรอง ผบ.ทบ.เป็นต้น

ผมขอคัดข้อความจาก "มติชนออนไลน์" ซึ่งได้สัมภาษณ์พระครูวิจิตรสุธาการ หรือ “พระอาจารย์นวย” ในหลายประเด็นที่ผู้คนอยากรู้ โดยเฉพาะคำถามที่ทุกคนอยากทราบมากที่สุด คือ
ใครจะได้เป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ คนต่อไป!?
“มติชนออนไลน์" ลงไว้ตั้งแต่ วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ก่อนการเลือกตั้งเกือบ 2 เดือน ดังนี้

"พระครูวิจิตรสุธาราม" ตอบแบบฟันธงในทันทีว่า
"คุณยิ่งลักษณ์จะได้เป็นนายกฯ คนต่อไป ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม" คนไทยจะมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ และจะได้นั่งอยู่บนตำแหน่งผู้นำประเทศถึง...2 สมัย!

“เพื่อไทยจะได้เสียงเกินครึ่ง คือ 250 เสียง ส่วนประชาธิปัตย์จะได้ไม่ถึง 200 เสียง เพราะคุณยิ่งลักษณ์มีพลังในตัวสูงถึงระดับ 19 เทียบเท่ากับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเลข 19 ในทางโหราศาสตร์ถือเป็นเลขดี เลขจักรพรรดิ ขณะที่ดวงชะตาของคุณอภิสิทธิ์ในช่วงนี้ไม่ค่อยดีนัก จะสู้กับใคร ก็แพ้เขาหมด เพราะฉะนั้น หลังจากแพ้การเลือกตั้ง คุณอภิสิทธิ์ต้องลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แล้วเปลี่ยนหัวหน้าพรรคใหม่ เพื่อให้สู้กับคุณยิ่งลักษณ์ได้ในสมัยหน้า"

อย่างนี้แหละครับ ที่ผมว่าแม่นจน... “ขนลุก”

อยากจะเรียน กับท่านผู้อ่านว่า

มีพวกที่ชอบ ‘ได้-เสีย’ จาก
การพนันขันต่อ ซึ่งมีความมั่นใจในคำทำนายของพระครูวิจิตรฯ
เท่าที่ผมเห็นก็สองคนแล้ว ซึ่งหอบเงินก้อนใหญ่
จากการต่อรองผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
เห็นคำทำนายของ ‘หลวงพ่อวัดถ้ำค้างคาว’ อย่างนี้แล้ว
ต้องฝากบอกไปยังไอ้พรรคฝ่ายค้านโลซก ให้รีบเปลี่ยนเอาไอ้
มุกควาย ออกไปจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสียที
จะเอานาย ‘กรณ์ เมียแก่’ หรือนาย ‘เทพไท ลูกถ้วย’ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคดักดาน ก็ยังมีโอกาสดีมากกว่า ‘มิสเตอร์
มุกควาย’ คนเก่า

หากบรรดาสมาชิกพรรคโลซก ยังขืนให้ไอ้หมอนี่
มันนำทัพสู้ศึกเลือกตั้งอีกกี่ครั้ง ก็คงจะแพ้ซ้ำๆซากๆต่อไปอีก
เพราะนอกจากบริหารบ้านเมืองไม่เป็นแล้ว ชาวบ้านเขาชังน้ำ
หน้า เต็มประดาอีกด้วย!
เปลี่ยนเสียที...ดีกว่าไหม!!?

เผื่อว่า...หลังจากนายกฯที่สวมรองเท้า ส้นสูงสองนิ้วครึ่งคนปัจจุบัน อยู่ครบสองสมัย ตามคำทำนายของพระอาจารย์นวย เจ้าอาวาสวัดถ้ำค้างคาวแล้ว และเมื่อถึงการเลือกตั้งอีก...
เจ็ดปีกว่าๆ...ข้างหน้าโน้นนนนนนนนนนน...


พรรคดักดานจะได้ไม่ ‘แพ้’ ทะรูดทะราด
จนดูน่าเกลียดน่าชังอย่างครั้งที่แล้ว หรือเปลี่ยนหัวหน้าแล้ว
ดวงของพรรคอาจดีขึ้น พอมีโอกาส...


ลุ้นสู้กับ ‘นายกฯปู’ หรือหลานๆของเธอ ที่จะสมัครชิงตำแหน่ง นายกฯประเทศไทยคนใหม่อย่าง...
คุณน้อง “พิณทองทา” หรือ คุณหนู “แพทองธาร”ได้บ้าง!!!?


.......

โชคดี มีสุข ทุกท่านครับ
ด้วยความเคารพ


วาทตะวัน

**************

( ***บทความประจำสัปดาห์ ตอน คำทำนาย…คำทำลาย!!! ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 7 มกราคม 2555)
avatar
lucky m.
Hero gen.seh member
Hero gen.seh member

จำนวนข้อความ : 2803
Join date : 12/06/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ด่วน! หลักฐานแน่นปั๋ง ‘วาทตะวัน’ เปิดโปง ‘ชายชุดดำ’ คือกองกำลัง CIA !!!

ตั้งหัวข้อ  lucky m. on Sun Feb 12, 2012 7:09 am

ข่าวลับ-ของลับ!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

มื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 ก.พ.55) ผมได้ฟังรายการ ‘เช้าทันโลก’ โดยมี คุณ สังกมา สารวัตร นักข่าวรุ่นคุณป้า ซึ่งตอนนี้ผันตัวไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินรายการ
เธอได้เล่าถึงเรื่อง หน่วยงานข่าวกรองกลางของสหรัฐ (Central Intelligence Agency) หรือ C.I.A. ซึ่งระยะนี้สื่อสีเหลือง ASTV ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ตั้งข้อสงสัยว่า
เข้าแทรกแซง กิจการต่างๆในประเทศไทย หรือเปล่า!?

คุณสังกมาฯได้เอ่ยถึงสื่อมวลชนคนสำคัญ ชื่อนายบ็อบ วู้ดเวิร์ด (Bob Woodward) นักข่าวหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ ที่มีชื่อเสียง จากการเปิดโปงเบื้องหลังของคดี วอเตอร์เกต (Watergate) ของสหรัฐ ซึ่งคดีดังกล่าว พุ่งเป้าไปที่ประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้น คือ
ริชาร์ด นิกสัน

ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน
ซึ่งเป็นนักการเมืองมายาวนาน โดนข้อกล่าวหาว่าทุจริต
เพราะส่งคนเข้าล้วงความลับของฝ่ายตรงข้าม คือ พรรคดีโมแครต
ซึ่งมีที่ทำการอยู่ใน
ตึกชื่อ Water Gate คดีดังกล่าว จึงมีชื่อเรียกขานตามชื่อสถานที่เกิดเหตุ
ตรงนี้...ต้องเรียนเพิ่มเติมว่า

บ็อบ วู้ดเวิร์ด ไม่ได้เจาะข่าวเรื่องนี้เพียงลำพัง หากแต่เขายังมีเพื่อนร่วมงาน อีกคนหนึ่งคือ นายคาร์ล เบิร์นสไตน์ (Carl Bernstein) รวมกันเป็นนักข่าวหัวเห็ดสองแรงแข็งขัน ช่วยกันขุดคุ้ย จนได้เบาะแส นำไปสู่การสอบสวนตามกระบวนการ

ผลการสอบสวนชี้ชัดว่า ประธานาธิบดีนิกสันมีส่วนพัวพันในความผิดดังกล่าว
จนต้องลาออกจากตำแหน่งไป อย่างไร้เกียรติที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

คุณบ๊อบ วูดเวริด ได้เขียนหนังสือเกี่ยวข้อพาดพิง C.I.A. หลายเล่ม
โดยพยายามเปิดโปง การกระทำของหน่วยงานนี้ ว่ามีส่วนดำเนินการในเรื่องร้ายๆ
เกี่ยวกับประเทศอื่น เพราะคุณนักข่าวคนนี้ มีความเชื่ออย่างฝังหัว ว่า



หน่วยงาน C.I.A. นี้ อยู่เบื้องหลัง หรือเป็นผู้ชักใย เหตุการณ์ในต่างแดน รวมทั้งความรุนแรงต่างๆด้วย!
ผู้ดำเนินรายการคือคุณสังกมาฯ เอง ดูเหมือนมีความสงสัยเฉกเช่นเดียวกับสื่อสีเหลือง และตั้งปุจฉาว่า

ซีไอเอนั้น ได้เข้าแทรกแซงกิจการ หรือชักใยเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ
ภายในบ้านเรา หรือมีปฏิบัติการในลักษณะตามทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory)
ด้วยหรือไม่!?


หากพูดกันด้วยหลักวิชาแล้ว
ผู้เขียนมีความเห็นว่าการข่าวกรองนั้น มีความจำเป็นสำหรับทุกชาติ
ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เป็นชาติมหาอำนาจหรือไม่ใช่ ต้องมีการหาข่าวสารประเทศ
ที่ติดต่อกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ
สังคมฯลฯ เพื่อประโยชน์ของแต่ละฝ่าย
เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจในเรื่องต่าง เพราะ...
ข้อมูลข่าวสาร นั้น คือ อำนาจ!
(Information is Power)

ภารกิจในด้านการข่าวกรอง
ซึ่งเริ่มตั้งแต่การรวบรวมข่าวสาร การประเมินค่า การวิเคราะห์ การตีความ
การใช้และกระจายข่าวกรองหน่วยข่าวกรอง ซึ่งเรียกว่า “วงรอบการข่าวกรอง” ซึ่งทำเหมือนกันทุกชาติ และชาติที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน หรือเป็นพันธมิตรกัน ก็มักมีการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ซึ่งกันและกันด้วย

หน่วยข่าวกรองของสหรัฐนั้น เข้ามามีบทบาทกับชาติไทยเรา
ตั้งแต่ยุคหลังสงครามเย็นเริ่มต้น
ซึ่งเป็นการต่อสู้ขับเคี่ยวกันระหว่างสองค่าย คือ
คอมมิวนิสต์ VS เสรีนิยม
สำหรับประเทศไทยเรานั้น เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังแบบย่อๆ ได้ว่า

C.I.A. เข้ามาในเมืองไทย อย่างจริงจัง โดยรูปบริษัทเอกชนชื่อ ‘ซีซับพลาย คอมปานี’ (Sea Supply Company) และ บริษัทคู่แฝดคือ เวสเทิร์น เอนเตอร์ไพรซ์ คอมปานี (Western Enterprises Company) ตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 และมีบทบาทสำคัญในการสถาปนา กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ขึ้นในประเทศไทย

ทั้งนี้เป็นเพราะไทยเรานั้น มีชายแดนยาวเหยียดกว่า 3,000 กม.
และตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่สามารถส่งกำลังทหารเข้าประชิดชายแดน
ภายในรัศมี 30 ก.ม. (ประมาณจากระยะยิงของปืนใหญ่) ซึ่งหากคิดรวมเป็นพื้นที่ชายแดน ที่ว่างจากกำลังทหารดูแล มีมากมายนับหมื่นตารางกิโลเมตร
หากเปรียบประเทศไทยหากเป็นผ้าถุง ก็มีชายผ้าถุงที่ปล่อยรุ่ยร่ายเอาไว้!

การจัดให้มีกองกำลัง ของตำรวจตระเวนชายแดน
เสมือนกับการเย็บชายผ้าที่รุ่ยร่ายนั้น ให้เข้าที่เรียบร้อย
ด้วยการส่งกำลังตำรวจหน่วยนี้ เข้าอุดช่องว่างของพื้นที่ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงโดยตรง อย่างที่เราเห็น ในบทบาทของตำรวจตระเวนชายแดนทุกวันนี้
นอกจากนั้น ยังมีบทบาทในการจัดตั้งพลร่มหน่วยแรกของประเทศไทย (ก่อนทหารบก ซึ่งตั้งตามมา) คือ
ตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร!

ลัง
สงครามโลกครั้งที่สอง การต่อสู้กันระหว่างสองลัทธิได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ยังผลให้ชาติอินโดจีนทั้งหมด คือ เขมร ลาวเวียตนาม
ตกอยู่ใต้อิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ และนานาชาติต่างคาดหมายกัน ว่า
ไทยจะเป็นประเทศที่ต้องตกอยู่ใน ‘ทฤษฎีโดมิโน’ หรือ ‘ทฤษฎีระเนระนาด’ คือต้องล้มลงตามกันไป แบบไพ่โดมิโน เหมือนชาติต่างๆในอินโดจีน คือ กลายเป็นประเทศ ที่ต้องปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์
แต่...ไม่น่าเชื่อว่า

ประเทศไทยของเรา ได้หักปากกา
และคำวิพากษ์วิจารณ์ของเซียนการเมืองระหว่างประเทศ เพราะชาติของเรา
สามารถอยู่รอดปลอดภัย และเป็นดินแดนแห่งอิสรเสรี มาจนถึงทุกวันนี้
แต่...บ้านเมืองของเราอาภัพนัก เพราะดันมีปัญหาภายใน คือการแย่งชิงอำนาจภายในซึ่งกันและกัน ที่สำคัญคือ
การต่อสู้ระหว่าง เผด็จการทหาร กับฝ่ายประชาธิปไตย!

มาถึง พ.ศ. 2555 นี้แล้ว ผู้คนในบ้านเมืองของเรา
ซึมซับในระบอบประชาธิปไตยกันมากขึ้น ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ที่ก่อนและหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2549 แม้ทหารจะยึดอำนาจได้ แต่เมื่อมีการเลือกตั้งกันใหม่
ฝ่ายประชาธิปไตย ชนะในการเลือกตั้ง ทุกครั้งไป!!

ารเปิด
ประเด็น กล่าวหาว่าสหรัฐเข้าแทรกแซงกิจการภายในประเทศเรานั้น
รวมทั้งการดำเนินการที่มีเงื่อนงำแบบทฤษฎีสมคบคิด ดังตูมตามกันมา
ตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว ด้วยการ ‘จุดพลุ’ ของ ASTV สื่อสีเหลือง ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล นั้น

ผมดูแล้ว เป็นเพียงการยึดโยงเอาตามความเข้าใจ ของผู้พูด
ซึ่งมีเพียงเหตุแวดล้อมกรณี แต่ไม่สามารถพิสูจน์ความจริงกันได้
เพราะยังไม่มีการลงมือสืบสวน หาพยานหลักฐาน
อย่างจริงจัง เหมือนอย่างที่สื่อมวลชนอเมริกันเขาทำกัน
เลยไม่ได้รับความเชื่อถือ หรือสนใจจากผู้คนสักเท่าใด!

ที่ตลกมากคือ นาย เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ เจ้าของนามปากกา ‘ยุค ศรีอาริยะ’ ซึ่งเป็นซ้ายเก่า เคยเข้าป่าไปแล้วออกมา ก่อนการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และเขียนหนังสือวิพากษ์วิจารณ์ พรรคที่ตัวเคยสังกัด
ตาคนนี้แกออกมา พูดผ่านสื่อโทรทัศน์ค่ายโพกผ้าเหลือง โดยระบุว่า
มหาวิทยาลัยคอร์แนล ของสหรัฐ ครอบงำความคิดปัญญาชนไทย!



การ
กล่าวหากันลอยๆ ไม่มีเหตุผลสนับสนุน อีกทั้งตัวนายเทียนชัยฯเอง
ก็ไม่เคยศึกษาสถาบันดังกล่าว เลยโดนพวกศิษย์เก่าคอร์แนล โต้ตอบเอาหลายดอก

นายเทียนชัยฯคนพูด คงลืมไปว่า ไม่กี่ปีมานี้เอง เจ้านายของเราพระองค์หนึ่ง
ทรงศึกษาจนสำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วย
คนที่ออกมาพูด เลยถูกเหน็บและถากถาง จนกลายเป็น...
“นายนั่งเทียน (ชัย)”

การออกมาพูดแบบนายนั่งเทียนฯ และสหายเสื้อเหลือง แม้จะฟังเข้าเค้าอยู่บ้าง
แต่เมื่อไม่มีหลักฐานมาแสดงกัน ก็ไม่มีประโยชน์เพราะการพูดแบบนี้...
พูดได้ไม่ยาก หรือ...เล่นไม่ยาก!

ผมจะลองนำเสนอการรายงาน ลักษณะใกล้เคียงกับนายนั่งเทียนฯและพรรคพวกเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ให้ท่านผู้อ่านพิจารณา ในกรณี ‘ชายชุดดำ’ ที่พรรคดักดานชอบพูดถึง ว่า
เป็นตัวการในการฆ่าทหารและประชาชน ที่สี่แยกคอกวัว!

ทั้งนี้ ผมจะพาดพิงไปถึงเอกสารลับของสหรัฐ
ที่อ้างว่าหลุดออกมาลักษณะเดียวกับวิกิลีกส์ เอกสารดังกล่าวเป็นรายงานของ
C.I.A ต่อหน่วยเหนือ กรณีเหตุการณ์ที่สี่แยกคอกวัว ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ ถอดความได้ ดังนี้


“...การที่หน่วยทหารไทยระดับกองพลหย่อนกำลัง ซึ่งนำโดยยานเกราะ
ติดอาวุธเต็มตามอัตราศึก ยาตรามาตามถนนดินสอ มุ่งหน้าเข้าสู่สี่แยกคอกวัว
นั้น
ไม่สามารถแปลเจตนา เป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากทหารหน่วยนี้
มีความประสงค์ที่จะเข้าปฏิบัติการ กวาดล้างผู้ชุมนุม
ด้วยการใช้อาวุธหนักอย่างรุนแรง ลักษณะเดียวกับ
ปฏิบัติการที่เคยเกิดขึ้น ในกรณี...
“จัตุรัสเทียนอันเหมิน”

หน่วยงาน C.I.A ประจำประเทศไทย ซึ่งเกาะติดสถานการณ์โดยตลอด พิจารณาแล้ว เห็นว่า

การที่ฝ่ายทหารใช้หน่วยซุ่มยิง ขึ้นไปบนอาคารสูงใกล้ที่ชุมนุม
แล้วกราดยิงผู้ชุมนุม แบบไม่เลือกหน้า ทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
นั้น
ชี้ให้เห็นชัดว่า เป็นการยิงทางยุทธวิธี เพื่อเปิดทางสะดวก ก่อนจะมีการเคลื่อนกำลังหลัก เข้าสู่สี่แยกคอกวัว และถนน
ราชดำเนินกลาง ซึ่งทหารไทยกำหนดเป็นพื้นที่ปฏิบัติการ สำหรับการกวาดล้างฝูงชนผู้ชุมนุม

C.I.A ประจำประเทศไทย พิจารณาแล้วเห็นว่า
การปล่อยให้กำลังยานเกราะและทหารไทย เข้าสู่พื้นที่ดังกล่าวได้
โศกนาฏกรรมในการทำลายล้างชีวิตมนุษยชาติ อย่างโหดร้าย
ทารุณ จะต้องอุบัติขึ้นอย่างแน่นอน
ดังนั้น C.I.A ประจำประเทศไทย จึงตัดสินได้ใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษชาวไทย ซึ่งเป็นหน่วยเผชิญเหตุของ C.I.A
สวม
เครื่องแต่งกายสีดำ (ซึ่งเตรียมการไว้ก่อนแล้ว เพราะประเมินสถานการณ์ว่า
อาจเกิดความรุนแรงขึ้นได้) เปิดโจมตีโต้ตอบ
โดยพุ่งเป้าไปยังกำลังหลักของทหารไทย ที่กำลัง
เคลื่อนที่ เข้าพื้นที่ปฏิบัติการ
ทั้งนี้ เพื่อสกัดกั้น ยับยั้ง...การสังหารหมู่ประชาชน!


ผลการปฏิบัติของหน่วยรบย่อย C.I.A ประจำประเทศไทย ซึ่งแม้จะมีกำลังน้อย
ไม่ถึง 10 นาย แต่ด้วยความเชี่ยวชาญการรบที่เจนจัดกว่ามาก
สามารถกดดันกำลังใหญ่ของทหาร
ไทย ต้องสะดุดหยุดลง
โดยฉับพลันทันที!

ทั้งนี้ เหตุเพราะฝ่ายทหารไทย โดนยิงด้วยอาวุธวิถีโค้ง
เข้าที่ส่วนบังคับการของกองกำลัง
จนเป็นเหตุให้นายทหารระดับผู้บังคับบัญชาของหน่วย เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง
อีกทั้งตัวผู้บังคับบัญชากองพลเอง ต้องอาวุธบาดเจ็บสาหัส
ไม่สามารถบัญชาการรบต่อไปได้ ต้องถอนตัวออกจากยุทธบริเวณ
โดยผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องพาหนีตายไปได้
อย่างหวุดหวิด


ฝ่ายทหารไทยชั้นผู้น้อย ที่อยู่หน้าแนวตามเส้นหลักการรุก
ส่วนใหญ่เป็นทหารเกณฑ์ และผ่านการฝึกมาเพียงน้อยนิด
ถูกโจมตีด้วยการยิงสกัดกั้น เพื่อยับยั้งการเคลื่อนที่

ทหารเหล่านั้นเกิดความตื่นตระหนก ตกใจ กลัวตาย ต่างพากันละทิ้งหน้าที่
หนีออกจากหน้าแนว จนเกิดความเรรวน สับสน ลนลาน อลหม่านไปทั้งกองพล
ถึงขั้นควบคุมไม่ได้!
ทหารที่น่าสงสารเหล่านั้น แตกพ่ายหนีตายกันไป โดยทิ้งยานเกราะพร้อมอาวุธ กระสุน จำนวนมากมาย ไว้ในที่รบ!!


สรุปได้ว่า กำลังทหารที่เคลื่อนเข้าปฏิบัติการนั้น ประสบความพ่ายแพ้
บาดเจ็บ ล้มตายจำนวนมาก ความเสียหายของทหารไทยหนักหน่วย ถึงขั้น...
‘ละลายทั้งกองพล’
หน่วยปฏิบัติการพิเศษชาวไทย ‘ชุดดำ’ ของ C.I.A บรรลุภารกิจบรรจุมอบแล้ว...

รายงานแบบจินตนาการ ตามที่ผมนำมาเสนอนี้ ต้องขอถามความเห็นท่านผู้อ่าน ว่า
ฟังดูน่าจะเข้าท่า สมเหตุสมผล ไม่แพ้การ วิเคราะห์-วิแคะ ของคุณนั่งเทียนฯ และพรรคพวก ผ่านสื่อฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลปัจจุบัน
ใช่หรือไม่!?...ลองพิจารณากันดู

มืองไทยเรานั้น ไม่ค่อยให้ความสำคัญของการข่าวมากเหมือนประเทศอื่น และที่เป็นจุดอ่อน และน่ารังเกียจของชาวเรา ก็คือ
คนบ้านเราชอบพูดในสิ่งที่ ‘ไม่ควรพูด’ โดยเฉพาะเรื่อง ‘ข่าวลับ’ หรือ ‘ความลับ’ แถมยังไปพูดให้คนอื่นเขาฟัง ในทำนองอวดอ้างว่า ตัวเองอยู่ถึง ‘วงใน’ ใกล้ชิด อะไรทำนองนั้น
ในวงการทหารเอง มีข่าวสารที่ควรเป็น ‘ข่าวลับ’ หรือ ‘ความลับ’ แต่นักข่าวสายทหารอย่าง วาสนา นาน่วม หรือ ศิริรัตน์ บุรินทร์กุล ก็สามารถเจาะเอามารายงานกันได้ ข่าวบางเรื่องก็ตรง บางเรื่องก็เพี้ยนไปบ้าง แต่ส่วนมากหรือเกือบทั้งหมด เป็นข่าวที่ถูกต้อง จนดูเสมือนว่า
ทหารไทยไม่มี ‘ความลับ’ อะไรเลย!

ข่าวบางเรื่องปรากฏออกมา เพราะการไม่รักษาความลับแท้ๆ มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง เช่น
เรื่องการที่คนคนใหญ่คนโต ไปชุมนุมสุมหัวกันก่อการกบฏ ที่บ้านพร้อมพงศ์ ของ นายเปรม กบาลเกลี้ยง มีทั้ง นายพลสุรุยุทธ ณ เขายายเที่ยง นายชาญชัย จิปาถะ นายอักขราทร บ้านเล็กอยู่โคราช และ นายจรัญ พันบาท เป็นต้น
การสุมกบาลกันในวันนั้น ถูกเปิดเผยโดย นายพลพัลลภ แมคโดแนล จนเป็นสาเหตุ ให้ผมต้องลุกมาเขียนบทความ
ไม่ใช่ ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ แต่ ‘สุมกบาล’ เพื่อก่อกบฏ! (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=139)
ตั้งแต่ 4 เมษายน 2552 ท่านที่สนใจ เข้าไปอ่านดูได้
อย่างนี้...ก็มีให้เห็นกัน!

ข่าวลับที่ผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ สนใจมากที่สุด เห็นทีจะเป็นข่าว รายงานลับของเอกอัครทูตสหรัฐ ซึ่งถูกเปิดเผยวิกิลีกส์ ที่ระบุว่า

มีตาเฒ่าบ้านเราสามสี่คน ไปเล่าให้ท่านทูตอเมริกันฟังว่า
เมืองไทยมีความเคลื่อนไหวกันอย่างไร ผู้นำรัฐบาลประชาธิปไตยคนไหน
จะต้องถูกกำจัดออกไป!
มิหนำซ้ำ หนึ่งในคนเฒ่าที่ถูกตีแผ่ ผมเคยให้ฉายาแกว่า เป็น “จอมมาร-กบาลขาว” เพราะวิทยายุทธ์ฝ่ายมารของแกล้นเหลือ แต่ยังดันทะลึ่ง พูดพาดพิง...ไปถึงของสูงอีกแน่ะ!
ดูมันทำ...ทุเรศชิบหาย!!

คนไทยเรานั้น แม้จะชอบเรื่อง ‘ซุบซิบนินทา’ เป็นชีวิตจิตใจ แต่สมรรถภาพด้านการข่าว ทั้งข่าวกรอง และข่าวลับ หน่วยงานราชการกลับยังทำได้ไม่ดีนัก จนมีเรื่อง ‘หน้าแตก’ กันหลายครั้ง แถมยังมีจุดอ่อน ที่อาจนำมาซึ่งความเสียหายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่อง ‘การรักษาความลับ’ อย่างที่เล่ามาแล้ว
จึงต้อง ‘ใส่ใจ’ กันให้มากๆ!

ก่อนจบบทความในวันนี้
อยากเล่าเรื่องพรรคการเมืองหนึ่ง ที่แม้จะพยายามเก็บงำ ปกปิด
ความลับและเรื่องเลวร้ายต่างๆ ที่เกี่ยวกับพรรคของพวกเขา แต่หาก ‘ข่าวลับ’ หรือ ‘ความลับ’ นั้น ไปเกี่ยวกับ ‘ของลับ’ มักจะเก็บกันไม่มิด ต้องแพลมออกมาสู่ประชาชนจนได้ เช่น


ประธานพรรคการเมืองหนึ่ง ครั้งยังเป็นหัวหน้าพรรค
ได้ไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิง จนถึงขั้นมีลูกด้วยกัน
ทั้งๆที่ฝ่ายหญิง ยังเป็นภริยาคนอื่นอยู่ ซึ่งสามีของเธอเป็น
ตำรวจด้วย

อย่างนี้ชาวบ้านเขาเรียกว่า เป็น ‘ชู้’ กับเมียคนอื่น แต่เพราะหญิงนั้น
มีลูกกับสามีตำรวจด้วย โบราณเขาใช้คำค่อนขอด
คนที่เป็นชู้กับเมียคนอื่นที่มีลูกติด ลักษณะนี้ ว่า...
“ลูกยังคาตัก-บักยังคาตูด”
ดูดู๋...มันยังทำได้ลงคอ...ไอ้เวร!

ฝ่ายลูกพรรคกลัวความอื้อฉาว ที่ผัวของหญิงคนนี้
จะเปิดโปงความชั่วของหัวหน้าพรรคตนขึ้นมา เลยต้อง ‘เต๊ยเงิน’
กันในหมู่ลูกพรรค เป็นจำนวนกว่า 15 ล้านบาท (สิบห้า
ล้านบาท) ไปจ่ายให้ผัวของผู้หญิง เพื่อไม่ให้มีการเปิดโปง...
ทุเรศไหมล่ะ!?

ฝ่ายลูกพรรคหน้าดำบางคน ก็ใช่ย่อย คอยจับจ้องแต่ ‘ของลับ’ ของภริยาเพื่อนร่วมพรรค แบบ ‘ตาเป็นมัน’ ตั้งแต่ผัวเของเธอ เริ่มโผล่เข้ามาเป็นสมาชิกพรรค

ในที่สุด ไอ้ตัวอัปรีย์ประจำพรรค ก็สามารถใช้ชั้นเชิงด้วยมุกตลกแดก แบบ ‘ไอ้เท่ง-ไอ้ทอง’ แย่งเมียเขามาได้

อย่างนี้ก็มี!

ใครเป็นใคร ในพรรคกาลีนี้ ไม่ต้องบอกกระมัง!!!

.............

หมายเหตุ บท
ความสัปดาห์นี้ ยาวไปหน่อย เป็นเพราะอยากให้ท่านผู้อ่านได้มุมมองหลายด้าน
แต่ไม่อยากแยกเป็น 2 คอลัมน์ เพราะท่านผู้อ่านอาจบ่นว่า ไม่ต่อเนื่องกัน
จึงต้อง
เขียนให้สิ้นกระแสความ
หากเห็นว่ายาวไป กรุณาแบ่งอ่าน สองหรือสามวันก็ได้ครับ!

(บทความประจำสัปดาห์ ตอน ข่าวลับ-ของลับ!!! ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555)
avatar
lucky m.
Hero gen.seh member
Hero gen.seh member

จำนวนข้อความ : 2803
Join date : 12/06/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

“ไอ้พวก ‘เงี่ยน’ ปฏิวัติ...พวกกู ไม่กลัว พวกมึง!!!”

ตั้งหัวข้อ  lucky m. on Sat Feb 18, 2012 10:13 am

“ไอ้พวก ‘เงี่ยน’ ปฏิวัติ...พวกกู ไม่กลัว พวกมึง!!!”

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

มื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเพื่อนสนิทและคนรู้จักสามสี่รายมาถามผมว่า
“จะมีปฏิวัติ หรือเปล่า?”

มันน่าแปลกตรงที่ มีข่าว “ปฏิวัติ” แพร่ออกมา
ทั้งๆที่สถานการณ์น้ำท่วมหมดไปแล้ว และรัฐบาลกำลังเร่งซ่อมแซมประเทศ
เรียกความสดใส ให้กลับคืนมาสู่บ้านเมืองของเรา
การดำเนินการของรัฐบาลนายกฯปู ก้าวหน้าจนสื่อเขารายงานน่าชื่นใจ ว่า
นักลงทุนในเขตอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องเสียหายเพราะเหตุ
อุทกภัย เกิดความ ‘มั่นใจ’ ขึ้นมาทันที เพราะแทนที่พวกเขาจะต้องลงทุน ไปกู้เงินดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสิน มาสร้างเขื่อนยาวรวมกันนับร้อยๆกิโลเมตร ทุกแนวเขตอุตสาหกรรม เพื่อปกป้องทรัพย์สินของตัวเอง ด้วยเกรงว่า
อุทกภัยจะ ซ้ำรอยเดิม!

การกู้เงินจากธนาคารของพวกนักอุตสาหกรรม คงจะไม่ทันการ แต่รัฐบาลนายกฯปู
กลับแสดงความใจกว้าง ลงทุนสร้างให้เอง ซึ่งจะแล้วเสร็จเรียงกันมา
ตั้งแต่กรกฏา สิงหา ไปถึงกันยายนเดือนสุดท้ายโน่น ถึงน้ำจะมาก็ไม่กลัว เพราะพอรับมือกันไหว
นี่เป็นการตัดสินใจ แก้ไขสถานการณ์ฉับพลันทันที แบบนักบริหารที่มี...ประสบการณ์!

ตอนนี้มีรายงานว่า
โรงงงานอุตสาหกรรมที่ประสพภัยน้ำท่วมเปิดดำเนินการเต็มกำลังแล้ว ราว 30%
นอกนั้นยังดำเนินการได้ไม่เต็มร้อย
แต่กำลังเพิ่มเติมส่วนที่ขาดให้เต็มอัตราการผลิตเดิม

ส่วนโรงงานที่ยังไม่ได้ซ่อมแซม
เพราะอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทประกันภัย คาดว่าจะเรียบร้อยไม่นาน
ก็จะเปิดดำเนินการได้ แต่ที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง และผู้คนต่างคาดกันผิดหมด นั่นก็คือ
โรงงานที่ย้ายฐานการผลิต มีเพียง 1 แห่งเท่านั้น!
นี่คงทำความผิดหวัง ให้ไอ้พวกสื่อตรงข้ามรัฐบาล ที่ชอบออกข่าวเขย่าขวัญ สร้างความกังวลให้กับชาวบ้านตลอดมา ว่า...
นักลงทุนจะย้ายหนี ไปต่างประเทศ!

ที่น่ายินดีอีกเรื่องหนึ่งคือ
ตอนนี้ตลาดหุ้นไทยได้รับอานิสงส์ จากการที่ต่างชาติเขามีความเชื่อมั่น
ในรัฐบาลของนายกฯปู เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ถึง 800 ล้านดอลลาร์ เป็นอันดับสองในภูมิภาค รองจากสิงคโปร์เท่านั้น
เห็นกันหรือยังล่ะ!?

ที่โดดเด่นมากคือ
รัฐบาลของนายกฯปูนี้ คือความสามารถในการคลี่คลายสถานการณ์
ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านที่รั้งติดกัน ซึ่งรัฐบาลชุดเก่าได้สร้าง
และทิ้งปัญหาเอาไว้ จนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา
ชายแดนด้านเขมร ได้มีการถอนทหารเรียบร้อย ส่วนเรื่องที่ยังค้างคา ก็เจรจากันไป
สำหรับชายแดนทางด้านพม่า ด่านสำคัญอย่าง ‘แม่สอด’ ที่
ปิดมา 2 ปี ในยุครัฐบาลกาลีนั้น แค่นายกฯปูเข้ารับตำแหน่ง
แค่สามเดือนเท่านั้น ด่านเปิดเรียบร้อยแล้ว คนไทยชายแดนหน้าตามีเลือดฝาด
แจ่มใสไปตามๆกัน
การค้าขายระหว่างกันที่ด่านสำคัญนี้ น.ส.พ. “ไทยรัฐ” ประมาณการว่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี นอกจากนั้น ยังมีการพิจารณาระหว่างสองประเทศ ถึงการเปิดด่านตามช่องทางอื่นๆอีกด้วย

ชาวบ้านร้านตลาดตามแนวชายแดน พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
ช่างแตกต่างจากตอนไอ้พรรคกาลี มันบริหารบ้านเมืองยิ่งนัก
เพราะไอ้รัฐบาลเวรตะไลนั่น มันทำให้บ้านเมืองของเรา
ต้องตกที่นั่งร้อนระอุ มิได้สร่างซาเลยทีเดียว!

นี่เป็นผลงานชัดเจน ของรัฐบาลนายกปู แต่ก็น่าแปลกที่ผลงานดีมากๆทางด้านต่างประเทศ แต่รัฐบาลของนายกฯปู...
กลับเผยแพร่ความสำเร็จนี้ น้อยเหลือเกิน!

พี่น้องประชาชนคนไทย ไม่ค่อยทราบกัน
กลับไปจำความหวาดกลัวนโยบายอัปรีย์ของรัฐบาลพรรคกาลีได้
เพราะเป็นที่รู้กันไปทั่วว่า ไอ้รัฐบาลโลซกนั้น มันเอาแต่...

“ทะเลาะกับเขมร เขม่นพม่า ด่าญวน กวนส้นตีนลาว”
รัฐบาลของนายกฯปู สามารถทำให้ชายแดนของประเทศ ที่รุ่มร้อนมานานหลายปี กลับสู่ความสงบสุขได้ ภายในระยะเวลาแสนสั้น
ผู้คนอนุโมทนา!

เมื่อทำสิ่งดีๆอย่างนั้นแล้ว รัฐบาลเองต้องรู้จักคัดเอาผลงานดีๆ
ไปป่าวประกาศให้ผู้คนเขารู้กันให้ทั่ว แต่นี่กลับนิ่งเงียบ
ปล่อยให้ไอ้พวกกาลี มันตีกินเอาข้างเดียว
แค่ให้นายกฯปู ไปเดินตลาดแม่สอด คุยกับพ่อค้าแม่ขาย ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ เท่านี้สื่อก็ตีข่าวกันกระฉ่อนแล้ว
แนะนำกันไว้...แค่นี้แหละ!!

ข่าวปฏิวัติ
แพร่ออกมา ตั้งแต่มีผู้นำค่ายโพกผ้าเหลือง ออกมายุยงให้ทหารปฏิวัติ
ซึ่งชาวบ้านเขาไม่สนใจ เพราะอยู่คนละข้างกับรัฐบาล พูดไปก็ไลฟ์บอย
แต่ดันมีทหารยศพลเอก ที่เกษียณอายุไปแล้ว ดันทะลึ่งไปพูดยุให้ทหารปฏิวัติอีก
เลยเป็นประเด็น!

นายทหารคนที่ว่า คือ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ เมื่อครั้งเป็นนายทหารหนุ่ม ดำรงตำแหน่งผบ.พัน ทหารราบ พล.ร 9 อยู่ที่เคยพยายามก่อการปฏิวัติ เมื่อ 26 มีนาคม 2520 โดยมี พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้นำ
การปฏิวัติครั้งนั้นล้มเหลว...กลายเป็น ‘กบฏ’ ไป!

พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ถูกประหารชีวิต ด้วยการยิงเป้า นายทหารและพลเรือน
ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดที่เหลือ ถูกจำคุกทั้งหมด
พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ ที่วันนี้ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิวัติ ในวันนั้นโดนใส่กุญแจมือไพล่หลัง ถูกส่งตัวไปเข้าเรือนจำ
สีหน้า...ซีดเผือด!


สามสิบห้าปีจากการก่อกบฏครั้งแรก บัดนี้ พล.อ.บุญเลิศฯ กลายเป็นทหารชรา
แต่ความคิดอุบาทว์ดักดานถึงการปฏิวัติรัฐประหารของแก กลับไม่เปลี่ยนแปลง
ยังคิดว่าทหารเท่านั้น ที่แก้ปัญหาบ้านเมืองได้ จนถูกแจ้งความกล่าวหา ว่า
ยุยงให้ทหาร...ทำปฏิวัติ!
พล.อ.บุญเลิศฯ ทำให้ผมคิดถึง ‘ตั๊กแตน’ ในแอฟริกาใต้ ตามภาพ ที่นักดึกดำบรรพ์วิทยา เพิ่งยืนยันไม่กี่วันมานี้เอง ว่า



‘ตั๊กแตน’ พันธ์นี้ เกิดมาในโลกก่อนไดโนเสาร์ ซึ่งบัดนี้สูญพันธ์ไปนานแล้ว แต่...
ไอ้สัตว์พันธ์นี้ ยังอยู่ และเป็น Earth's oldest animal ด้วย!

ความคิดเรื่องการปฏิวัติ ของอดีตกบฏอย่างบุญเลิศฯ มันช่างสูญพันธ์ยากเย็น เหมือน ‘ตั๊กแตน’ จริงๆ
ผมไม่รู้ว่าตาเฒ่าบุญเลิศฯ อดีตทหารกบฏ แกอยากให้ทหารรุ่นหลังๆ ถูกส่งเข้าเรือนจำเหมือนตัวเอง หรืออย่างไรกัน?
ไม่อยากสอนคนแก่ ที่ใกล้จะเข้าโลงแล้ว แต่ต้องส่งเสียงเตือนกันเบาๆ เพราะไม่อยากให้คนเขานินทาแก ว่า
“ไอ้กบฏเฒ่าคนนี้...มันคงเพี้ยนไปแล้ว!”

มเองเงี่ยหูฟังข่าวปฏิวัติมาตลอด เลยต้องทั้งฟังและอ่านจากสื่อตรงข้ามรัฐบาล ซึ่งตอนนี้สะดวก เพราะมีการแบ่งค่ายกันอย่างชัดเจน
ใครเป็นพวกใคร อยากดูทีวี ฟังวิทยุค่ายไหน อ่านหนังสือพิมพ์อะไร สะดวกมาก

ได้ยิน นายคำนูญ สิทธิสมาน ส.ว.ลากตั้ง พูดผ่านสื่อ ASTV เมื่อวันเสาร์ต้นเดือนนี้ ว่า
พรรคประชาธิปัตย์เองนั้น จะมาบอกว่า รัฐบาลควบคุมสื่อไม่ได้ เพราะขณะนี้ มีสื่อฟรีทีวีอย่างน้อยสามช่อง ที่สนับสนุนพรรคโลซกตกกระป๋องนี้อยู่
นายคำนูญฯบอกว่า
“ไม่อยากบอกว่าช่องไหนบ้าง เพราะเพื่อนฝูงกันทั้งนั้น”

นายคำนูญฯคงไม่ต้องบอก
เพราะคนที่ติดตามการเมือง ก็พอรู้ว่าช่องไหน หรือวิทยุคลื่นไหน
แม้แต่ผู้ดำเนินรายการ หรือโฆษก-โฆษกีตัวไหน ที่ยังสนับสนุนพรรคดักดานอยู่
สมัยนี้ผู้คนเขาโง่ที่ไหนล่ะ แค่พูดออกมานิดเดียว หรือแม้แต่จะพยายามทำ ‘เนียน’ แล้วก็ตาม เขาก็ยังจับได้ว่า
“ตัวเองน่ะ เลือกอยู่ข้างไหน!?”
คนไทยเดี๋ยวนี้...ฉลาดจะตาย!

ตัวผมพยายามอ่าน และตรวจสื่อตรงข้ามรัฐบาล ว่า จะมีบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่ ไปเห็นบทความของ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ในเว็บผู้จัดการ ต้องรีบคลิกเข้าไปอ่าน เพราะแกตั้งชื่อเอาไว้น่ากลัว ว่า
“กลิ่นปฏิวัติโชยมา!?”

อ่านไปจนจบ ไม่รู้ว่ากลิ่นปฏิวัติโชยมาจากไหน ใครเป็นผู้ปล่อยกลิ่น
เหม็นรุนแรงแค่ไหนก็ไม่บอก เพราะทั้งคอลัมน์ไม่มีแม้แต่คำว่า
“กลิ่น” หรือ “ปฏิวัติ” ด้วยซ้ำไป!

หัวเรื่องกับเนื้อหาไม่ตรงกัน ไอ้ที่ปรากฏในคอลัมน์กลายเป็นเรื่องซ้ำๆซากๆ
ที่นายปานเทพฯเอง เคยพูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องมาหลายครั้งหลายหน
นอกจากไม่มีอะไรใหม่แล้ว ผมยังไม่เห็นว่า บทความของแกนั้น...
ไปเกี่ยวอะไรกับการปฏิวัติ หรือกลิ่นปฏิวัติตรงไหนเลย!!?

ยากให้ท่านผู้อ่าน รวมทั้งคนที่คิดจะปฏิวัติ ลองหันไปดูสภาพของผู้ก่อการปฏิวัติรัฐประหารรายล่าสุด คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ผมให้ฉายาว่า
“ไอ้บัง กบฏ”

อีตาคนนี้เคยมีอำนาจสูงสุดในประเทศไทย
และได้ประโยชน์เต็มๆจากการปฏิวัติรัฐประหาร
ที่เห็นชัดเจนก็มาในรูปทรัพย์สินเงินทอง แต่หากจะถามว่า
พี่น้องประชาชน ให้ความยกย่อง นับถือเขาหรือไม่?
คำตอบคือ...เปล่าเลย!

หลังจากที่หมดอำนาจวาสนา
จากหัวหน้าคณะปฏิวัติและ ผบ.ทบ. ต้องตกกระเป๋อง กลายเป็นข้าราชการบำนาญแล้ว
เขาได้ตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคมาตุภูมิ” ขึ้นมา
มีการเปิดตัวพรรคการเมืองอย่างใหญ่โต ที่ทำการพรรคโก้หรูอยู่กลางเมือง ใกล้กับพรรคการเมืองของ “มังกือ-เมืองสุพรรณ” ของนายห้าสั้น
(คนลือกันว่า นายบรรหาร บั่นหำ พยายามทำตัวเป็น “มังกร” แต่เป็นได้แค่ “มังกือ” ดันเอา “มังกร” ไปตั้งเพื่ออวดบารมี ซึ่งเป็นสิ่งเกินตัว เลยเกิดระเบิดและไฟไหม้ปี้ป่น ผู้คนทั้งเจ็บ ทั้งล้มตาย ไปเยอะแยะ!)

มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า พรรคของ “ไอ้บัง กบฏ” จะกลายเป็นพรรคการเมืองสำคัญ เพราะเชื่อว่า
จะได้คะแนนเสียง จากพี่น้องคนไทย ที่เป็น ‘มุสลิมะ’ หรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งให้การสนับสนุน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ
หิ้วกะร่องกะแร่ง กะเล่อกะล่า เข้าสภา ได้แค่สองคน!!
จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า
เป็นการตอกตะปู ฝังแนวความคิดที่จะมี “พรรคมุสลิม” ไปด้วย!!!

ไม่น่าเชื่อว่า พรรคของ “ไอ้บัง กบฏ” ได้ทั้งจำนวน ส.ส.และคะแนนเสียง น้อยกว่าพรรคที่มี “หัวหน้าซ่องกะหรี่” ชื่อดัง เป็นโต้โผเสียด้วยซ้ำไป!!!
มันน่าขายหน้านัก!
นี่หากไม่ได้คะแนนเสียง จากผู้สมัคร ส.ส.เขต ที่ภาคใต้มาอนุเคราะห์ อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารหรือ “บังสี่จิ๋ม” คนนี้ ไม่มีวันเข้ามานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ ในสภา อย่างแน่นอน
ที่น่าประหลาดใจ อย่างยิ่งก็คือ

ผู้สมัครที่พรรคของ “ไอ้บัง
กบฏ” ส่งลงในนามพรรค ที่จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นถิ่นของนายพลสนธิฯเอง
เพราะเคยอยู่มาตั้งแต่เป็นนายทหารผู้น้อย จนไต่เต้าเป็นผู้บัญชาการกองพล และผู้บัญชาการหน่วยสงครามพิเศษ เป็นเวลานับสิบๆปีทีเดียว ซึ่ง
เจ้าตัวมั่นใจนักหนาว่า
ผู้สมัครพรรคของตนที่จังหวัดลพบุรี ต้องได้คะแนนพอที่จะเข้ามาเป็น ส.ส. อย่างนอนมานั้น
แต่...ปรากฏว่า
แม้กระทั่งหน่วยเลือกตั้ง ที่ วัดตองปุ ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ใกล้หน่วยสงครามพิเศษ ที่ซึ่งนายพลสนธิฯ เคยเป็นเจ้านายอยู่นานนั้น
มีคนเลือกพรรคของ “ไอ้บัง กบฏ” เพียง 4 เสียง หรือ....
สี่คะแนน...เท่านั้น! …555

ท่านผู้อ่านคงเดาได้ว่า แม้แต่หน่วยที่เป็นเสมือน “บ้าน” ของนายพลสนธิฯ ยังแสดงออกขนาดนั้น นั่นแสดงว่า
ทหารหน่วยรบพิเศษนั้น คิดอย่างไรกับอดีตผู้บังคับบัญชา ของพวกเขา!?
ไม่ต้องมาถามนะว่า ประชาชนคนธรรมดา คิดอย่างไรกับอดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติคนนี้!!
ขอบอกต่อไปอีกด้วย ว่า

สิ่งที่แสลงใจ
สำหรับผู้บังคับบัญชาทหาร เป็นอย่างมาก ก็คือ การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
มีการสั่งการไปถึงผู้ใต้บังคับบัญชาทุกหน่วย ให้เลือกพรรคดักดาน
โดยผู้บังคับบัญชาทหาร หวังจะประสานประโยชน์ เกื้อกูลกันต่อไปกับรัฐบาลเก่า และกีดกั้นทักษิณกับพวกพ้อง ไม่ให้กลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง แต่...
ผลที่ออกมาคือ หน่วยเลือกตั้งใกล้หน่วยทหารนั้น พรรค “เพื่อไทย” ชนะเรียบทุกหน่วย
หรือใครว่าไม่จริง?
อย่ามาแก้ตัวนะว่า นี่เป็นเพราะ…


ทหารแตงโม มีมากกว่า...ทหารสลิ่ม!!!

ยากจะบอก คนที่คิดจะก่อการรัฐประหาร โดยเฉพาะที่เคยเป็น ผบ.ทบ. มีอำนาจสูง อย่าง จอมพล.ป.พิบูลสงคราม ต้องหนีออกจากแผ่นดินไทย ไปตายต่างประเทศ
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตายลง เมียโผล่มาเป็นร้อยเป็นพัน จนถูกยึดทรัพย์
จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร ซ้ำรอยจอมพล สฤษดิ์ฯ เพราะถูกยึดทรัพย์ เพียงแต่ไม่มีเรื่องอื้อฉาวแค่นั้น
พล.อ.สุจินดา คราประยูร กระเด็นตกจากอำนาจ เพราะถูกกล่าวหาว่า สั่งทหารไปฆ่าประชาชน กลางถนนราชดำเนิน ทุกวันนี้ต้องนั่งกอดเข่าเจ่าจุก เป็นตาแก่อยู่ที่บ้าน
อย่างนี้เป็นตัวอย่าง ที่พึงจำกันไว้!
ประชาชนเรียนรู้แล้วว่า หากบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย พวกเขาจะได้รับ...ประโยชน์ มีสิทธิ มีเสียง และมีศักดิ์ มีศรี

การก่อการปฏิวัติรัฐประหาร มีแต่ทำให้บ้านเมืองทรุดโทรมลง
สถาบันทหารถูกดูหมิ่นเกลียดชัง แถมยังทำให้สถาบันอื่นๆพลอยบิดเบี้ยว
ชำรุดเสียหายไปด้วย เพราะผู้คนคลาง
แคลง และตั้งข้อสงสัยต่างๆนานาซึ่งไม่เป็นมงคลเลย
ขอให้จำใส่กะโหลก กันไว้ด้วย ว่า
หากมีการปฏิวัติรัฐประหาร และหลังจากนั้นแล้ว เมื่อบ้านเมืองกลับมา สู่โหมดของการเลือกตั้ง
พรรคทักษิณ...ก็จะชนะอีก!

ประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอย
เดิม วนไปวนมาอย่างนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด บ้านเมืองของเราถอยหลังไปทุกที
เพื่อนบ้านอื่น กระทั่งพม่า ยังหันเข้าหาระบอบประชาธิปไตย มีแต่ไทยเราเท่า
นั้นในภูมิภาคนี้ ที่ดันถอยหลังเข้าคลอง
ถ้ารัฐประหารไม่สำเร็จ เพราะพี่น้องประชาชนชาวไทย ลุกขึ้นมาต่อต้าน และคณะผู้ก่อการกลายเป็น ‘กบฏ’ ไป นั้น
ผู้ที่ทำรัฐประหาร ก็จะ ‘หมดสิ้น’ ทุกอย่างในชีวิต!


ะนั้น ถ้าขุนทหารสายสลิ่ม หรือสายสองสลึงคนไหนที่เงี่ยนนัก-เงี่ยนหนา หากใจกล้าพอ
จงลุกขึ้น...ทำปฏิวัติเลย!

อย่ามัวแต่เบ่งกล้าม ทำหน้าตาขึงขัง บูดเบี้ยว อวดศักดา ข่มขู่ชาวบ้านอยู่เลย
พูดกันตรงๆ แบบคนไทย หัวใจนักเลง ว่า


“มึงอยากปฏิวัติ ทำเลยซีวะ...ไม่ต้องมา ‘ขู่’ กู!”

รับรองว่า

นอกจากประเทศต่างๆ ทั้งมหาอำนาจ และชาติประชาธิปไตยทั่วโลก จะต่อต้าน คัดค้านจนถึงที่สุดแล้ว

พี่น้องประชาชน ผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ จะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้
เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย ที่พวกเขาหวงแหนเอาไว้
ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน


เขาเหล่านั้น จะตะโกนกู่ก้อง พร้อมเพรียงกัน ว่า

“พวกกู ไม่กลัว พวกมึง!!!”

..................

ท้ายบท ชาวบ้านตาดำๆ ต่างโดนป้ายสี เรื่อง “ล้มเจ้า” มานมนานแล้ว แต่ถ้าใครอยากรู้ว่า กลุ่มไอ้-อีตัวไหน ที่เคย “ล้มเจ้า”และล้มได้สำเร็จมาแล้วด้วย
ไปอ่านได้เลย ในคอลัมน์...
“ใครกันแน่ที่...ล้มเจ้า!?” (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=301)

ขนาดเขียนแบบยั้งๆมือ ยังมีผู้อ่านเกือบ...หมื่นคน!!!

(คอลัมน์ประจำสัปดาห์ “ไอ้พวก ‘เงี่ยน’ ปฏิวัติ...พวกกู ไม่กลัว พวกมึง!!!” ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2555)
avatar
lucky m.
Hero gen.seh member
Hero gen.seh member

จำนวนข้อความ : 2803
Join date : 12/06/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

‘พรรค’ นั้นเหมาะ คิด ‘กบฏ-อัปลักษณ์’

ตั้งหัวข้อ  lucky m. on Sun Feb 26, 2012 10:41 am

‘พรรค’ นั้นเหมาะ คิด ‘กบฏ-อัปลักษณ์’

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

วันนี้ ขออนุญาตเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวผู้เขียนเอง ไม่ได้ประสงค์เพื่ออวดอ้าง แค่จะเชื่อมความเกี่ยวโยงเรื่องที่ต้องการนำเสนอ ให้เข้าด้วยกัน เพื่อความลงตัวเท่านั้น

เมื่อยังเป็นเด็กผมถูกพ่อแม่ สอนให้รักในการอ่าน พอเข้าโรงเรียนประจำที่มีห้องสมุดใหญ่โต อย่าง วชิราวุธ วิทยาลัย ได้ ถูกอบรมเพิ่มเติม ให้มีความกระตือรือร้น และฝักใฝ่ในการแสวงหาวิชาความรู้อย่างไม่จำกัด
นอกจากด้านวิชาการแล้ว สิ่งที่ถูกอบรมควบคู่ไปด้วย คือเรื่องความรักใน
ดนตรี และกีฬา!
คำพูดว่า “เรียนเด่น เล่นดี กีฬาเยี่ยม” เป็นคำพูดที่ติดปากเด็กวชิราวุธฯในรุ่นของผม

การแสวงหาความรู้นั้น เป็นประโยชน์กับตัวผมเอง เพราะทำให้สามารถสอบชิงทุน ไปศึกษาต่างประเทศได้ทุกครั้ง จึงมีโอกาสได้ร่ำเรียนในสถาบันดีๆหลายแห่ง ในหลายทวีปด้วย
เมื่อกลับมาจึงได้เป็นผู้สอน และบรรยายในประเทศ ทั้งยังมีโอกาสไปบรรยายในองค์กรสำคัญระดับโลก และสถาบันต่างประเทศ รวมทั้งได้เขียนตำราและบทความ เกี่ยวกับความรู้ที่ตัวเองมีประสบการณ์ เพื่อถ่ายทอดให้ผู้สนใจในสาขาวิชานั้นๆ ได้อ่านกัน
ส่วนการเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ และทางสื่อออนไลน์ ได้ทำต่อเนื่องมานานนับสิบปีแล้ว ซึ่งได้อาศัยความรู้ที่ได้จากการอ่าน และการได้เรียนในโลกกว้าง ทำให้งานเขียนสะดวกมากขึ้นด้วย

สำหรับการกีฬาสมัยผมนั้น สนาม ‘ศุภชลาศัย’ เป็นสนามกีฬาแห่งชาติ ดูจะเป็นสนามศักดิ์สิทธิ์ ที่นักกีฬาหนุ่มๆ สมัยหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 โหยหา เพราะอยากจะได้เข้าไปเล่นสักครั้งในชีวิต
คงไม่ต่างอะไรกับสนาม Wembly ประเทศอังกฤษ ที่นักฟุตบอลทั้งหลาย อยากไปเตะสักครั้งในชีวิต หรือ Madison Square Garden ของสหรัฐ ที่คนบอกว่าเป็นนคร “เมกกะ” แห่งวงการมวย เช่นเดียว Crucible Theater ของสหราชอาณาจักร ที่ได้รับฉายาสนามแห่งนี้ว่า เป็นนคร “เมกกะ” สำหรับกีฬาสนุกเกอร์ด้วยเช่นกัน
ขนาดนั้นเลยทีเดียว!

โชคดีที่เกิดมาเป็นคนรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่ แข็งแรง แต่
วิ่งได้เร็วและวิ่งหนัก เล่นกีฬาได้ทุกชนิด รักเกมตะลุมบอน แถมยังเป็นพวกทนมือทนตีนด้วย
ผมจึงมีโอกาส ได้เข้าไปเล่นในสนามศุภชลาศัย ในกีฬา ‘รักบี้’ กับทีมที่ตัวเองสังกัดหลายครั้งหลายหน เคยทั้งแพ้และชนะในการแข่งขันที่สนามแห่งนี้ จนได้เสื้อสามารถ ในฐานะเป็นผู้เล่นในทีมที่ได้เป็นแชมป์
นอกจากนั้นยังเคยเป็น ‘ดรัมเมเยอร์’ เดินนำวงดนตรี โยธวาทิต และนักกีฬาจากประเทศสมาชิก เข้าสู่สนามกีฬาศุภชลาศัยอันศักดิ์สิทธิ์ ในการแข่งขันกีฬา Seap Game ครั้งแรก ซึ่งพัฒนาต่อมาเป็นกีฬา Sea Game ในเวลาต่อมา
สนามกีฬา ‘ศุภชลาศัย’ จึงยังอยู่ในหัวใจของผมเสมอ!

เรื่องการดนตรีนั้น ผมอยู่ในโรงเรียน วชิราวุธ วิทยาลัย ซึ่งนักเรียนจะต้องเรียนดนตรี และต้องเล่นเครื่องมือดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่ง และถ้ามีพัฒนาการดี จะถูกกำหนดให้เล่นในวงดนตรีต่างๆของโรงเรียน เช่น วงซิมโฟนี วงโยธวาทิต และที่นักเรียนใฝ่ฝันกันมาก คือวง ‘หัสดนตรี’ หรือวงแจ๊ส (Jazz)
ผมโชคดี ที่เคยอยู่ทุกวง!

นักเรียนวชิราวุธ วิทยาลัยอยากเล่นวงแจ๊ส เพราะจะได้มีโอกาสไปเล่นที่สถานีวิทยุ อ.ส. ในพระราชวังสวนจิตรลดาบางครั้งหากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงว่างพระราชกิจ อาจทรงเข้าร่วมเล่นกับวงดนตรี ที่เข้ามาเล่นในวังด้วย
วงดนตรีที่เข้าไปเล่นเป็นประจำ คือวง อ.ส.ซึ่งจะเล่นในวันศุกร์ ส่วนวงหัสดนตรี หรือวงแจ๊ส จาก วชิราวุธ วิทยาลัย จะเล่นวันพฤหัสบดี ผมเลยมีโอกาสเข้าไปทั้งเล่นดนตรีและร้องเพลง ที่สถานีวิทยุสำคัญแห่งนี้ เป็นความภาคภูมิใจของตัวเองอย่างยิ่ง
ออกจากโรงเรียนวชิราวุธฯแล้ว แทบจะไม่ได้เล่นดนตรีเลย นอกจากจะร้องเพลงออกโทรทัศน์บางครั้ง แต่เคยมีโอกาสร้องเพลงถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถอีกครั้ง ที่ “ผาดำ” บนดอยภูพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ในวันพระราชทานเลี้ยงผู้ถวายอารักขา หลายสิบปีมาแล้ว

ผมเคยให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ ในหนังสือ “พลอยแกมเพชร” ในฉบับพิเศษ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุครบ 6 รอบ เมื่อ 12 ปี ที่ผ่านมา
หนังสือฉบับดังกล่าว มีการสัมภาษณ์ผู้ที่เคยร้องเพลงพระราชนิพนธ์ เล่นดนตรีกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวงดนตรี อ.ส. และวงอื่นหลายท่านด้วยกัน เช่น
พล.ร.ต.มล. ปราโมช ม.ร.ว.เบญจภา ไกรฤกษ์ คุณหญิงจามรี สนิทวงศ์ อาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ และ คุณชรินทร์ นันทนาคร เป็นต้น
บทเพลงที่ร้องในคืนนั้น และกลายเป็นความทรงจำของตัวเองชื่อ เพลง I have but one heart เป็นเพลงเอกจากภาพยนตร์เรื่อง the God Father ซึ่งดัดแปลงมาจากเพลงฮิตของชาวอิตาเลียน ยุค 40 ชื่อ O Marenariello

มีงานสำคัญงานหนึ่ง ที่นักเรียนรุ่นผม ใฝ่ฝันกันมาก ที่จะไปร่วมงาน คือ งานพระราชทานเลี้ยงแก่ข้าราชบริพาร ในวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งจะมีการจัดงานนี้ พระที่นั่งอัมพรสถาน
ผมเคยเล่าเรื่องการเข้าไปเล่นดนตรี ที่สวนอัมพร ในงานเลี้ยงพระราชทานแก่ข่าราชบริพาร เอาไว้ในข้อเขียนของตัวเอง ที่ออนไลน์ครั้งแรก ในเว็บไซด์ผู้จัดการ www.manager.co.th ในคอลัมน์ “กาแฟขม...ขนมหวาน” ออนไลน์ครั้งแรก เมื่ออังคารที่ 1 มกราคม 2545
ต่อมาได้มีการพิมพ์รวมเล่มเรียกว่า “กาแฟขม...ขนมหวาน” เล่มที่ 1 มีการพิมพ์ไป 2 ครั้ง
ข้อเขียนของผม เล่าเอาไว้อย่างนี้ครับ...

ผมยังระลึกถึงเมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็กวัยรุ่น และยังอยู่ในโรงเรียน เด็กนักเรียนในโรงเรียนของผม ต่างมุ่งมั่นที่จะได้เข้าไปเล่นในวง “หัสดนตรี” หรือที่เรียกกันว่า “วงแจ๊ส” (Jazz Band) ซึ่งการที่จะเข้าไปเล่นในวงแจ๊สได้ ต้องมีพรรษาดนตรีพอสมควร คือต้องผ่านวง “โยธวาทิต” (Marching Band) หรือ วง “จุลดุริยางค์” (Symphony Orchestra) มาก่อน
เหตุที่นักเรียนอยากเข้าวงแจ๊สกันมากก็เพราะว่า มีโอกาสได้ไปเล่นที่สถานีวิทยุ อ.ส. ซึ่งเป็นสถานีวิทยุส่วนพระองค์ในพระตำหนักจิตรลดาฯ และที่สำคัญก็คือได้มีโอกาสไปเล่นในงานพระราชทานเลี้ยงบรรดาข้าราชบริพาร ในวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งมักทรงพระราชทานเลี้ยงในคืนวันที่ 1 มกราคม อันเป็นวันเริ่มต้นของปี (มิใช่คืนวันที่ 31 ธันวาคม)

งานเลี้ยงที่พระราชทานให้กับบรรดาข้าราชบริพาร เนื่องในวันขึ้นปีใหม่นั้น จะพระราชทานที่สวนอัมพร ในพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งวงดนตรีที่เข้าไปจะต้องเล่นเพลงสำหรับลีลาศ เพราะเป็นงานที่มีการเต้นรำด้วย และในโอกาสนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเล่นดนตรี ให้ลูกหลานของบรรดาข้าราชบริพารมีโอกาสเต้นรำกัน

นอกจากโรงเรียนของผมแล้ว ยังมีวงดนตรีของโรงเรียนนายเรือ วงสุนทราภรณ์ และวงของพระองค์ท่านเองคือ วง อ.ส. ซึ่งจะเป็นการเล่นระหว่างนักดนตรีชั้นนำของวงต่างๆ และบรรดาข้าราชการบริพารที่มีความสามารถในเครื่องดนตรีต่างๆ กัน
ผมได้เข้าวงแจ๊ส เมื่ออายุได้ 14 ปี เรียนอยู่ที่ชั้นมัธยมปีที่ 6 (สมัยผมยังมีถึงมัธยม Cool โดยเล่นในวง Symphony Orchestra มาก่อน และก่อนที่จะไปเล่นที่สวนอัมพร ก็เคยเข้าไปเล่นที่สถานีวิทยุ อ.ส. เป็นบ่อยครั้ง ซึ่งบางโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเปียโนกับวง

ในคืนวันปีใหม่ พ.ศ.2502 จำได้ว่าตัวผมเองตื่นเต้นมาก เพราะมีโอกาสได้นุ่งกางเกงขายาวมีแถบ ซึ่งเป็นชุดราตรีสโมสรของโรงเรียน (ก่อนนั้นนุ่งแต่ขาสั้น) ผมกับเพื่อนร่วมวงเข้าไปในสวนอัมพรตั้งแต่ตอนเย็น ลองซ้อมกับเวทีจริงเล็กน้อย แล้วเดินไปรับประทานอาหาร ซึ่งบรรดาข้าราชบริพารนำอาหารมาออกร้านกัน ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงประจำตระกูล ของผู้มาร่วมออกร้าน
ผมจำได้ว่า ชอบขนม “ปั้นขลิบ” ที่ร้านเจ้านายพระองค์หนึ่งมาก ซึ่งก็ไม่เคยได้รับประทาน “ปั้นขลิบ” ที่อร่อยอย่างนี้อีกเลย และที่ชอบมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ “แซนด์วิช” ในวัง เรื่อง “แซนด์วิช” นี้ ผมเคยให้สัมภาษณ์หนังสือรายสัปดาห์ฉบับหนึ่งไป ในโอกาสที่หนังสือฉบับนั้น จัดฉบับพิเศษเกี่ยวกับบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รสของ “แซนด์วิช” นั้น เป็นรสชาติที่ดีมากจริงๆ ทั้งๆ ที่เครื่องปรุงก็มีเพียงแฮม เนื้อไก่ แครอท และมายองเนส แต่ส่วนผสมต่างๆ นั้นลงตัวพอดีกันเป๊ะ ความอร่อยจึงบังเกิด (ขอให้ท่านผู้อ่านระลึกว่า เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว มายองเนสก็ดี น้ำสลัดต่างๆ ก็ดีล้วนแล้วแต่ต้องทำเองทั้งนั้น ไม่มีให้เดินไปหยิบเอาง่ายๆ จากซูเปอร์มาเก็ตเหมือนปัจจุบัน ก็เพราะความไม่มีนี่แหละ ผมถึงทำมายองเนส น้ำสลัด เบคอน ฯลฯ เป็นมาจนทุกวันนี้)
คืนนั้น ผมและเพื่อนๆ ในวงได้มีโอกาสเล่นบนเวทีที่ใหญ่และพิเศษสุดของเมืองไทยในยุคนั้น
ทำไมถึงพูดอย่างนั้น

เหตุที่ผมพูดเช่นนั้นก็เพราะว่า เวทีสวนอัมพรขณะนั้นเป็นเวทีที่หมุนได้ (Revolving Stage) คือ เวทีสำหรับการแสดงดนตรี เป็นวงกลมใหญ่ แล้วแบ่งครึ่งด้วยฝากั้น ผู้ที่เต้นรำอยู่บนฟลอร์ ก็จะเห็นเวทีทางด้านหน้า เป็นวงดนตรีที่กำลังเล่นอยู่ พอครบรอบการเล่นจะต้องเปลี่ยนวง วงดนตรีวงถัดไปที่เตรียมพร้อมอยู่ทางด้านหลัง ก็จะค่อยๆ หมุนออกมาด้วยการหมุนของเวทีจากเครื่องจักรกล แต่เพลงเต้นรำไม่ได้หยุดบรรเลงให้ผู้ที่ลีลาศอยู่เสียอารมณ์ หรือความรู้สึก นั่นหมายความว่า
วงดนตรีที่กำลังจะลาไปและวงที่กำลังจะมาใหม่ จะต้องเล่นเพลงต่อเชื่อมกัน เป็นเพลงเดียวกัน สมัยนั้นนิยมใช้เพลง Latin ชื่อ Besame Mucho จะเล่นช้าหรือเล่นเร็ว เต็มแบบ Latin ก็แล้วแต่จะตกลงกัน
พอเวทีหมุนกลับ 180 องศา วงเก่าก็จะกลับไปอยู่หลังเวที และวงใหม่ก็จะหันหน้าเต็มตัวมาสู่ฟลอร์เต้นรำ นี่คือวิธีเปลี่ยนวง
เวทีสวนอัมพรดูเหมือนจะเป็นแห่งแรกที่ใช้ระบบ Revolving Stage หลังจากนั้นก็เห็นมีไนต์คลับใหญ่ๆ นำมาใช้ เช่น ซานี
ชาโต ไนต์คลับ (Sani Chateau Nightclub) ตรงถนนเกษรของนายห้างญี่ปุ่นชื่อ นายมัสซึดะ ซึ่ง 40 ปีที่แล้ว ถือว่ามีระดับที่สุดใต้ฟ้าบางกอกเลยทีเดียว

สิ่งดีประทับใจผมไม่ลืมอีกสองสามอย่าง ก็คือ
ผมได้เต้นรำในแบบแผน ที่เป็นทางการครั้งแรกในชีวิตประการหนึ่ง และอีกประการสำคัญ นั่นคือ
ได้พบครูเอื้อ สุนทรสนาน ตัวจริง เป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งผมตื่นเต้นมาก ต่อมาก็ได้เป็นลูกศิษย์ของท่าน และมีโอกาสร้องเพลงเล่นดนตรีกับวงของท่านอยู่บ้าง และเคยร้องเพลงของท่านกับวงดนตรีสุนทราภรณ์เต็มวงทางโทรทัศน์

คืนนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จถึงงานเป็นเวลาสามทุ่มเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฉลองพระองค์ชุดราตรีแบล็คไทด์ เสื้อนอกขาว ส่วนสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงฉลองพระองค์ชุดราตรีสีขาว ทรงสง่างามนัก
ทรงทักทายผู้มาร่วมงาน และหลังจากประทับนั่งไม่นานนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จขึ้นบนเวที ทรงดนตรีร่วมกับวงดนตรีต่างๆ แขกที่มาในงานต่างพากันลีลาศอย่างทีความสุขสนุกสนาน
ที่ประทับใจผมอย่างสำคัญที่สุด เหมือนกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นกับผมเมื่อวานนี้ก็คือ

ก่อนจะปิดงานก็เป็นเวลาย่ำรุ่งแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานกระแสพระราชดำรัส อวยพรผู้เข้าร่วมงาน จากนั้นทรงเป่าทรัมเป็ต เสด็จพระราชดำเนินลงจากเวทีด้วยเพลงมาร์ช และเพลง
“When the Saints Go Marching In”
ทรงพระราชดำเนินนำเหล่านักดนตรี ข้าราชบริพารในลักษณะของ Band Leader วนไปรอบเวทีอยู่หลายรอบ ซึ่งทุกคนพากันเดินตามสนุกสนานเบิกบานไปกับพระองค์ท่าน
เมื่อเพลงจบลง นักดนตรีก็บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ก็เสด็จพระราชดำเนินกลับ
มันเป็นความงดงามที่ยังประทับอยู่ในความทรงจำของเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปี ในตอนนั้น มาจนถึงทุกวันนี้...

เมื่อต้นเดือนที่แล้ว นายกฯปูของเรา จัดงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” ทำให้นักดนตรีเก่าอย่างผม ต้องเฝ้าอยู่หน้าจอโทรทัศน์ ขอบอกตรงๆว่า
ชื่นชมในวงดนตรีทุกวง ตั้งแต่วงที่มาจากจังหวัดยะลา ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพกว่า 1 พันกิโลเมตร ซึ่งเล่นได้ไพเราะน่าฟังทีเดียว ขอให้หมั่นฝึกฝน ขยันซ้อมกันต่อไป
รับรองว่าต่อไป...รุ่งแน่!
ส่วนวงดนตรีของมหิดลนั้น ผมติดตามมานานแล้ว เห็นว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อไปจะเป็น ‘เสาหลัก’ ในทางดนตรีของบ้านเมืองเราได้อีกเสาหนึ่ง

content/picdata/351/data/photo8.jpg

วงดนตรีของ 4 เหล่าทัพนั้น เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว ตามแบบกลุ่มมืออาชีพจริงๆ ดูแล้วน่าชื่นชมทุกวง
วงดนตรีเหล่านี้ มีเอาไว้อวดชาวต่างชาติ ได้เป็นอย่างดี!

ได้ยินเสียงจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ว่าใช้งบประมาณสิ้นเปลืองไปถึงสิบล้านบาท แต่ในฐานะที่เป็นนักดนตรีเก่า ผมกลับเห็นว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะงานนี้มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เกือบสองชั่วโมง เผยแพร่ไปทั่วประเทศ และทั่วโลกด้วย
หากพิจารณาในแง่การโฆษณาแล้ว ต้องบอกว่า
คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม!
คุ้มกว่าโครงการเฮงซวยของรัฐบาลโลซก ที่ดันไปชวนชาวบ้านชักธงลงจากเสา ให้ช่วยกันร้องเพลงชาติคนละปู้ดละป้าด แต่ฟาดงบประมาณไปถึง 60,000,000 บาท (หกสิบล้านบาทถ้วน)
โง่ตั้งแต่ไม่ร้องเพลงชาติ ตอนชักธงขึ้นเสาแล้ว!!

หลังจากงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” จบลงวันรุ่งขึ้น (เสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555) อาจารย์สุขุม นวลสกุล กับ คุณกฤษณะ ละไลย์ ซึ่งมาเล่าข่าวทางโทรทัศน์ ช่อง 3 ในรายการ “ก๊วนข่าวเช้าวันหยุด” ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ อาจารย์สุขุมฯ ได้แสดงความชื่นชมงานที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างมาก
ระหว่างที่พิธีกรทั้งสองคุยกันนั้น อาจารย์สุขุมฯ ได้ท่องบทกลอนขึ้นมา ว่า
“ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก”
คุณกฤษณะฯ ทำหน้างงๆ บอกว่า ไม่เคยได้ยินบทกลอนนี้เลย อธิการเก่ารามคำแหง คือ อ.สุขุมฯ ต้องเฉลยให้ฟังว่า นี่เป็นบทพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาล ที่ 6

ผมฟังอาจารย์สุขุมฯท่องกลอนแล้ว ทำให้นึกถึงกลุ่มการเมืองบางพรรค ที่อาจไม่ชอบดนตรี พวกเขานัดกันแต่งกายด้วยชุดสีดำ(กางเกงใน ยังบังคับให้ใช้สีดำ!) เพื่อไว้ทุกข์ให้กับงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” ผู้คนเลยบอกว่า
ไอ้พวกพรรคดักดาน...มัน ‘พิลึก’ จริงเชียว!

จะอิจฉาตาร้อนอะไรกันนักกันหนานะ พอผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ เขาจะเกาะกุมมือและร้อยใจกันให้มั่นคง แล้วพาประเทศไทยของเรา เดินหน้าต่อไป แต่ไอ้ระยำพวกนี้ มันคอยจะดึงชาติเราให้ล้าหลัง ทั้งๆที่พวกมันเอง เคยฉ้อฉลเข้าสู่อำนาจ พาให้คนไทย
ตกระกำลำบาก มาหลายปีแล้ว!
มาถึงวันที่บ้านจะรุ่งเมืองจะเรือง นอกจากพวกมันจะไม่ยอมเดินไปข้างหน้า กับพี่น้องประชาชนแล้ว
หนอยแน่!
เสือกจะฉุด ให้บ้านเมืองของเรา...ถอยหลังไปอีก!!

อยากจะบอกคุณกฤษณะฯ เป็นการช่วยเสริมอาจารย์สุขุมฯสักหน่อย ว่า
บทพระราชนิพนธ์ของ ‘พระมหาธีรราชเจ้าจอมสยาม’ ไม่ได้จบแค่ “ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก” แต่พระราชนิพนธ์นี้ ยังมีบทต่อไปอีกว่า

“หากใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ
เขานั้นเหมาะคิดกบฏอัปลักษณ์”

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

บ้านเรานั้นโชคไม่ดี เพราะดันมีพรรคการเมืองอัปรีย์ ที่มันไม่เคยเห็นคุณค่าทางดนตรี ถนัดคิดแต่เรื่องกาลี ไม่ดีไม่งาม รวมทั้งเรื่องต่ำใต้สะดือ ที่ไม่เป็นมงคลต่างๆ ซึ่งยังผลร้ายและความทุกข์ยากกับบ้านเมืองของเรา ไม่สร่างซา
ชาวประชาต้องก้มหน้ารับ ‘กรรม’ ที่พวกมันทำกับเรากันไป

วันนี้ พระอาญาไม่พ้นเกล้าฯ ต้องขอพระราชทาน ดัดแปลงบทพระราชนิพนธ์ สักนิด ว่า

“หากใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ
‘พรรค’ นั้นเหมาะ คิด ‘กบฏ’ อัปลักษณ์”

ไอ้พรรคระยำนี่...มันกาลีจริงๆ!!!

...................

***ท้ายบท ข่าวมาถึงเมืองไทย จากประเทศสาระขันขัน มีข้อความว่า

“ศาลรัดทำมะนวย โดนมนต์ดนตรีมหาละลวย จนอ่อนระทวย ถึงกับยกคำร้องของไอ้พรรคเฮงซวย กับไอ้พวกจับห่วย จนไอ้พวกซังกะบ๊วย เจ็บอกถึงต้องไปกินน้ำเก๊กฮวย...”

สะใจและยินดี กับชาวเมืองสาระขันขัน ด้วยคนนะจ๊ะ!!!

...555…

(คอลัมน์ ‘พรรค’ นั้นเหมาะ คิด ‘กบฏ-อัปลักษณ์’ ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555)
avatar
lucky m.
Hero gen.seh member
Hero gen.seh member

จำนวนข้อความ : 2803
Join date : 12/06/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ