รางวัล “เหรียญ (ดอก) ทอง” วิ่งแย่งเมีย เพื่อนร่วมพรรค!!!

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

รางวัล “เหรียญ (ดอก) ทอง” วิ่งแย่งเมีย เพื่อนร่วมพรรค!!!

ตั้งหัวข้อ  lucky m. on Tue Aug 21, 2012 11:27 am

รางวัล “เหรียญ (ดอก) ทอง” วิ่งแย่งเมีย เพื่อนร่วมพรรค!!!
วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ตั้งแต่มีการแข่งขันโอลิมปิค ที่กรุงลอนดอน เป็นต้นมา คนที่ “บ้ากีฬา”
อย่างผม ใช้เวลาหน้าจอโทรทัศน์ค่อนข้างมาก ทีเดียว
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการดูย้อนหลัง เพราะไม่สามารถอดตาหลับขับตานอน
เหมือนคนหนุ่มๆที่เป็น “คอกีฬา” ได้
แม้การแข่งขันเพิ่งปิดฉากลงไปหมาดๆ แต่กระแส “โอลิมปิกฟีเวอร์” ยังคงค้างอยู่ในใจของคนไทย

วันนี้ จึงขออนุญาตชวนท่านผู้อ่านคุยเรืองเบาๆ สบายๆ
เกี่ยวกับมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติกันสักหน่อย ส่วนเรื่องการเมืองนั้น
ขอยกยอดไปบรรเลงกันต่อในสัปดาห์หน้า




ก่อน
อื่นต้องบอกไปถึงท่านทั้งหลาย ที่ได้แสดงความวิตกกันว่า
การกีฬาของไทยเรานั้น จะถึงคราวถดถอย หรือกำลังทรุดลง
เพราะได้เหรียญทองน้อยลงเรื่อยๆ นับตั้งแต่โอลิมปิกที่กรุงเอเธนส์
ที่เราได้มาถึง 3 เหรียญทอง
พอไปโอลิมปิกที่ปักกิ่ง ลดลงเหลือ
2 เหรียญทอง แต่มาถึงลอนดอนเกมส์ ที่เพิ่งจบลงไป เรากลับชวดเหรียญทอง
ทั้งๆที่ควรได้จากมวย แต่ในสายตาผมแล้ว...
ผลงานของนักกีฬาไทยเรา ก็ดูไม่ขี้เหล่นัก เพราะได้มา 2 เหรียญเงิน กับอีก 1 เหรียญทองแดง
ยังดีกว่าทุกๆชาติ ในอาเซี่ยนด้วยกัน!



การกีฬาในบ้านเรา แม้จะยังไม่เจริญก้าวหน้าสมใจคนไทย ทั้งๆที่ดูเหมือนว่า
บ้านเรามีความพยายามที่จะแสดงออก ให้เห็นว่า มีความตั้งใจจะพัฒนาการกีฬา
แต่หากดูกันลึกๆไปแล้ว มีเหตุปัจจัย หลายประการ
อันเป็นองค์ประกอบสำคัญในการกรุยหนทางไปสู่ความสำเร็จ แต่เรายังขาดอยู่
โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นพื้นฐานธรรมดาๆ เช่น
ปัญหาเรื่องแหล่งเพาะเยาวชน ให้มีจิตใจเป็นนักกีฬา ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ
ความ “คับแคบ” ของสถานศึกษา!

ผมสังเกตเห็นโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ
ไม่มีที่ว่างพอ สำหรับจะจัดให้มีสนามกีฬา สำหรับเด็กเตะฟุตบอลเล่นกัน
แม้แต่เพียงสัก 1 สนาม และหลายๆโรงเรียน แม้แต่โรงเรียนดัง
ยังไม่มีแม้กระทั่ง....โรงยิมสักโรง!


โรงเรียนส่วนใหญ่ก็มีแค่ ลานปูน
ซึ่งมีไว้สำหรับกิจกรรมเอนกประสงค์ เช่น
ใช้เป็นลานเข้าแถวร้องเพลงชาติตอนเช้า ฝึกลูกเสือ-อนุกาชาด
พอนักเรียนเข้าห้อง ก็ใช้เป็นที่จอดรถ หากไม่มีรถจอด
ถึงจะปล่อยให้เด็กเล่นฟุตบอลกัน
เด็กๆที่ออกไปวิ่งเล่นบนลานปูนแล้ว หากเกิดหกล้มหกลุกแรงๆ อาจถึงบาดเจ็บ เลือดเข้าเลือดออกเอาง่ายๆ!


โรงเรียนใหญ่ๆที่อาศัยเขต “วัด”
เป็นที่ตั้ง บางแห่งเปิดมาเกือบศตวรรษ แต่ก็ยังอาศัยที่วัดอยู่
ซึ่งน่าแปลกใจมาก ที่ผู้บริหารการศึกษา ไม่รู้จักดิ้นรน ขยับขยายออกจากวัด
เพื่อไปหาที่ดินผืนใหญ่ ให้กว้างขวาง แล้วตั้งโรงเรียนใหม่ขึ้นมา
โดยยังใช้ชื่อเดิม และผู้บริหารชุดเดิม
ทั้งนี้
เพื่อให้เด็กมีสนามเตะฟุตบอล เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมอย่างอื่นกัน
แต่โรงเรียนเหล่านั้น ซึ่งตั้งมานมนานแล้ว แถมจำนวนนักเรียนเก่า
ที่มีฐานะดีก็เยอแยะ พอที่จะสละทรัพย์เป็นทุน
ช่วยกันสร้างโรงเรียนใหม่ให้ใหญ่โตได้
แต่ไม่ได้ทำกัน!


การที่ “วัด” กลายเป็นที่ตั้งของโรงเรียนไปด้วย เพราะล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้ตั้งโรงเรียนประถม สำหรับทวยราษฎร์แห่งแรกขึ้นที่ วัดมหรรณพารามวรวิหาร ถนนตะนาว เขตพระนคร
จากนั้นกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาปัจจุบัน)
ได้ขอใช้ “วัด” ทั้งในเขตพระนคร และหัวเมือง
เป็นสถานที่สำหรับตั้งโรงเรียนอีกนับร้อยๆโรง ซึ่งพระสงฆ์ในยุคนั้น
ท่านก็ไม่ขัดข้องแต่ประการใด
ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกหลานชาวบ้าน มีสถานที่ได้เล่าเรียนหนังสือกัน
น่าแปลกใจมาก ตรงที่ “โรงเรียนวัด” เหล่านี้ ตอบแทนความเมตตาของพระสงฆ์องค์เจ้า ด้วยการเอาออก คำว่า “วัด” ออกเสียจากชื่อโรงเรียน...
ดูเขาทำกัน!
คงจะเป็นเพราะรู้สึก “อับอาย” หรือมีปมด้อย ที่เรียนโรงเรียนวัด และกลัวจะถูกหาว่า...เป็นพวก “เด็กวัด” !!?


ผู้เขียนรู้สึกแปลกใจ ที่คนไทยอายเรื่องความเป็นเด็ก “วัด” แต่อยากบอกว่า มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ อย่าง Cambridge นั้น ดั้งเดิมก็เป็น “วัด”
ผมเองเคยต้องเข้าไปรับการศึกษาอบรม ต้องกินอยู่หลับนอน ใน College หรือวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มีชื่อว่า Jesus College ซึ่งเดิมก็เป็นวัดๆหนึ่ง ที่ “แม่เล้า” ชาวอังกฤษสามคน ลงขันช่วยกัน สร้างอุทิศให้เป็นอารามทางศาสนาของเขา คล้ายๆกับ “วัดใหม่ยายแฟง” หรือ “วัดคณิกาผล” ตรงพลับพลาไชยปัจจุบัน ที่หัวหน้าซ่องกะหรี่เมืองไทย คือ “ยายแฟง” สร้างถวายเป็นอารามพระศาสนา
อังกฤษเขา...ก็มีเหมือนกัน!


อนเช้าวันจันทร์ ที่ผ่านมา ( 13 ส.ค.2555) ได้ฟัง คุณวิทยา เลาหกุล อดีตนักฟุตบอลทีมชาติ และเคยป็นโคชฟุตบอลทีมชาติด้วย
คุณวิทยาฯ หรือ “โค้ชเฮง” ได้ให้สัมภาษณ์วิทยุ คลื่น FM 96.5 Mhz ว่า
ควรให้ความสำคัญในการใช้โภชนาการ และวิทยาศาสตร์การกีฬา เข้ามาช่วยพัฒนานักกีฬาไทย



ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะฝรั่งมีการศึกษาเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
เป็นเหตุให้วิทยาการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ของชาติใหญ่ๆ
มีพัฒนาการไปมากทีเดียว
สำหรับด้านโภชนาการ นั้น ไม่ได้สำคัญเฉพาะนักกีฬาเท่านั้น แต่การให้ความรู้ในเรื่องโภชนาการ ทั้งในโรงเรียน และประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
ถึงตรงนี้ ผมอยากเล่าประสบการณ์ ให้ท่านผู้อ่านฟังสักหน่อย


เมื่อประมาณเกือบ 50 ปี เห็นจะได้ รัฐบาลอเมริกันให้ทุนตำรวจพลร่มไทย ไปฝึกศึกษาในระดับผู้บังคับหมวดทหารราบ
ที่ Fort Benning มลรัฐจอร์เจียร์ สหรัฐอเริกา ซึ่งค่ายทหารแห่งนี้ ได้รับฉายาว่าเป็น home of the infantry หรือ
“บ้านของทหารราบ”

ปรากฏว่า ผู้สอบได้เป็นตำรวจชั้นประทวนเพียงคนเดียวเท่านั้น
ที่สามารถผ่านการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ทั้งสอบผ่านภาษาอังกฤษ
ชนะพวกนายตำรวจด้วยซ้ำ แต่การไปศึกษาต่อเมืองนอกครั้งนี้ เป็นการไปฝึกระดับ
“นายทหารชั้นสัญญาบัตร” ของฝ่ายอเมริกัน
จะเอาตำรวจชั้นประทวน ไปฝึกได้อย่างไรกัน?

ดังนั้น ทางกรมตำรวจต้องแก้ปัญหา
ด้วยการติดยศร้อยตำรวจตรีให้ผู้สอบได้ก่อน ซึ่งนายตำรวจท่านนี้
ได้เล่าประสบการณ์ในการฝึก ให้ผมฟังว่า


การฝึกหนักสามวันแรก ท่านยังรู้สึกสบายๆ ไม่ลำบากมากนัก ตรงข้ามกับพวกนายทหารอเมริกัน ที่ตอนแรกๆจะดูเหนื่อยอ่อนมาก (อาจเป็นเพราะ พวกฝรั่งเตรียมตัวมาไม่ดี ก็เป็นได้) แต่หลังจากผ่านสามวันไป ดูเหมือนพวกอเมริกันจะแข็งแรงขึ้น ผิดกับไทยโปลิศคนที่เล่าเรื่องนี้ บอกว่า ตัวเองรู้สึก “อ่อนล้า” เป็นอย่างมาก และท่านผู้เล่า สรุปลงตรงว่า
น่าจะเป็นเพราะ ฝรั่งกินอาหารที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย
มากกว่าคนไทย มาตั้งแต่เด็ก
ยังผลให้พวกเขา “อึด” มากกว่าคนไทย!



ตอนที่ได้ฟังข้อสังเกต จากนายตำรวจท่านนี้ ผมรู้สึกเห็นคล้อยตามไปด้วย
และต่อมาได้พบเห็นโภชนาการของทหารฝรั่งด้วยตัวเอง
เพราะมีโอกาสไปฝึกศึกษาทางการทหาร ทั้งที่ค่ายพลร่มที่มีชื่อเสียง อย่าง Fort Bragg ของสหรัฐ รวมทั้งสถาบันของผู้รักษากฎหมาย อย่าง FBI Academy
ผมเห็นฝรั่งส่วนใหญ่ กินอาหารมื้อหนึ่งๆแล้ว มากกว่าผม (ซึ่งตัวใหญ่พอสมควร) ราวๆครึ่งเท่า เห็นจะได้ แต่มีบางคนอาจมากกว่าผม ถึง 1 เท่า ก็เป็นได้
ดังนั้น พลังงานสะสมของพวกเขา คงมีมากกว่า พวกเราคนไทยแน่ๆ!




นักกีฬาดังๆอย่าง Michael Phelps (ไมเคิล เฟลป์)
ยอดนักว่ายน้ำของสหรัฐ เจ้าของเหรียญทองเป็นกระบุง ได้ชื่อว่า
เป็นผู้กินอาหารมากนั้น เขากินแยะเขนาดไหน อยากชวนท่านผู้อ่าน
ลองดูเมนูประจำวันของคุณ ไมเคิล กันหน่อย


“มื้อเช้า” แซนด์วิช
เนยแข็ง สอดไส้ไข่ไก่ต้ม 3 ฟอง พร้อมผักกาดหอม มะเขือเทศ หอมทอด
ราดมายองเนส ให้ชุ่มจนโชก ตามด้วยกาแฟ เพื่อกลั้วคอให้คล่อง จำนวน 2 ถ้วย

ครับ...ยังไม่หมดสำหรับ “มื้อเช้า” เพราะตามด้วยออมเล็ต(ไข่เจียว)
ซึ่งปรุงจากไข่ไก่ 5 ฟอง กระทุ้งด้วย grits (ของเหลวทำด้วยนม เนย เกลือ)
แล้วยังมีขนมปังแบบ French toast (ขนมปังชุมไข่ทอด ราดน้ำเชื่อม) จำนวน 3
แผ่น และวางข้างบนขนมปังด้วยชอคโกแลตชิปแพนเค้ก อีก 3 แผ่นเช่นกัน
ช่างมากมายอะไรอย่างนั้น เฉพาะไข่ไก่อย่างเดียว ก็ล่อเข้าไป 8 ฟองแล้ว!


“มื้อกลางวัน” พาส
ต้าแบบเข้มข้น (เส้นพาสต้าผสมเนยแข็งเยอะมาก เป็นพิเศษ) หนักถึง 1 ปอนด์
ตามด้วยแฮมชีสแซนด์วิชขนมปังขาว ราดมายองเนสชุ่มๆอีกเหมือนกัน
และซดเครื่องดื่มเพิ่มพลัง (energy drink) ตามเข้าไป อีก 1,000 แคลอรี่


“มื้อเย็น” ยัง
คงมีพาสต้าแบบเข้มข้น หนัก 1 ปอนด์ เหมือนมื้อกลางวัน
ตามด้วยพิซซาเนยแข็งแบบเต็มพิกัด ตามด้วย energy drinks อีก 1,000 แคลอรี่
เหมือนมื้อเที่ยง


ท่านผู้อ่านคงเห็นด้วยกับผมว่า ปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับนั้น มากจริงๆ เพราะจากข้อมูลทางการแพทย์ เขาบอกว่า
รวมหมด 1 วันแล้ว ยอดนักว่ายน้ำคนนี้ ได้รับพลังงาน ถึง12,000-20,000 แคลอรี่ทีเดียว


น่าแปลกใจตรงที่ แทบไม่มีผลไม้ ในรายการอาหารของไมเคิล เฟลป์ ซึ่งผมไม่รู้ว่า แกจะมีปัญหาเรื่องการ “ขับถ่าย” บ้างหรือไม่?
เพราะกินแต่...แป้งทั้งนั้น!



ตรงนี้ผมก็สงสัยอยู่ในใจมานานแล้ว เพราะในรายการอาหารของฝรั่ง
ระหว่างการฝึกที่ผมเคยผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นค่ายพลร่มสหรัฐ หรือ FBI
ไม่ค่อยจะมีผลไม้ อยู่ในเมนูของเขาด้วย แต่ผมซึ่งเป็นคนทานผลไม้มาก
ได้แก้ไขด้วยการรับประทานมะเขือเทศให้มากไว้ก่อน เพราะ…
มะเขือเทศนั้น เป็น “ผลไม้” ไม่ใช่ “ผัก” อย่างที่ผู้คน มักเข้าใจกัน!


การรับประทานอาหาร แบบนักกีฬา อย่าง ไมเคิล เฟลป์ นั้น นอกจากจะไม่มี “ผลไม้” ในเมนูแล้ว ยังทานเนื้อสัตว์น้อยมาก ไม่มีเนื้อสะเต๊กชิ้นโตๆให้กิน และเท่าที่ดูจากเมนู ทั้ง 3 มื้อ เห็นมีแต่เพียง “แฮม” ที่ทำเป็นไส้ สอดใส่แซนด์วิชเท่านั้น แต่ที่เขารับประทานมาก คืออาหารจำพวก “แป้ง”
คงจะเพื่อการ “เพิ่มพลัง” เป็นแน่แท้!



ดังนั้น อาจไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เราเห็นพวกนักวิ่งจากแอฟริกา
ซึ่งบางคนดูผอมๆ เหมือนคนที่ขาดอาหารเสียด้วยซ้ำไป
แต่สามารถเอาชนะการแข่งขัน “วิ่งระยะไกล” ได้แทบทุกรายการ
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะพวกเขา รับประทานอาหารเพิ่มพลัง จำพวก “แป้ง” มากก็เป็นไปได้!


ที่สำคัญอย่างมาก ที่จะก้าวสู่ความเป็นเลิศในการกีฬา นอกจากจะต้องมีเทคนิคในด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการที่ยอดเยี่ยม จะต้องมี “โค้ช” ที่มีความรู้และเทคนิคสูงในการถ่ายทอดความรู้ อย่าง “โค้ชเช” หรือคุณ เช ยอง ซุก ที่ฝึกสอนนักกีฬาเทควันโดของเรา และได้สร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ให้กับสมาคมเทควันโดของไทยมา เป็นเวลาหลายปีแล้ว

นอกจากนั้น ยังมีเรื่อง “ระเบียบวินัย” ที่เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากนักกีฬาเป็น คนไร้ระเบียบวินัย ก็ควรนอนอยู่กับบ้าน ไม่ต้องเข้าค่ายฝึก ให้เสียเวลาเปล่าๆปลี้ๆ

เรื่องวินัยการฝึกซ้อมนั้น ใครๆก็ยกให้จีนเป็นเลิศ ขนาดนักปิงปองไทยเรา
ไปฝึกที่เมืองจีน กลับบ้านแทบจะโยนไม้ตีปิงปองทิ้ง เพราะ “เอียน” ในการฝึกเต็มประดา
เขาเล่าว่า


- ไปฝึกที่เมืองจีน ตื่นเช้าออกกำลังแล้ว ซ้อมตีเบาๆตอนเช้า ก่อนไปกินเบรคฟาสต์
- กินเสร็จก็ไปฝึกซ้อม แบบเอาจริงเอาจัง จนถึงเที่ยง
- หยุดไปกินข้าวกลางวัน แล้วกลับมาที่โต๊ะ เริ่มตีฝึกซ้อมกันอีก
- คราวนี้ตียาวไปถึงพลบค่ำ กลับไปกินข้าวเย็น แล้วต้องรีบเข้านอน
- ออกไปเที่ยวไหน ไม่ได้เด็ดขาด...ต้องนอนลูกเดียว!
- ตอนเช้า รีบไปฝึก...และทำเหมือนเดิมอีก!!



ฟังเขาเล่าแล้ว ก็ไม่รู้สึกเห็นใจสักเท่าไร
ที่ต้องไปรับการฝึกโหดกันอย่างนี้ เพราะเมืองจีนมีคนเป็นพันๆล้าน
ซึ่งเป็นจำนวนมากมาย ให้คัดเลือกกัน แต่...
เมื่อถูกเลือกแล้ว เขาหรือเธอเหล่านั้น จะต้องเดินเส้นทางชีวิตสายกีฬาตลอดไป
หันเหไปทำอย่างอื่น...ยากส์!


ดังนั้น ใครที่อยากเป็นนักกีฬา หรือมีแววเป็นนักกีฬานั้น ทางการจีนเขาก็ “ชี้” เอาว่า
“นับแต่บัดนี้...เอ็งจงไปฝึกเป็นนักกีฬา!!”
จากนั้นเขาหรือเธอ ที่ถูกคัดเลือกแล้ว ก็ต้องไปอยู่ในความควบคุม มีหน้าที่ในการฝึกซ้อม และซ้อมๆๆๆๆๆๆ เพื่อการแข่งขันแบบเอาจริงเอาจัง และเอาเป็นเอาตาย เรื่อยไป จนกว่า...
สังขารจะไป...ไม่ไหว!!!



องค์ประกอบแห่งความสำเร็จ ไม่ใช่มีแค่ที่ผมเล่ามา
แต่บางครั้งก็ต้องรอเวลานานปี กว่าจะสร้างทีมให้มีความแข็งแกร่ง
ถึงขั้นเป็น “แชมป์” ได้
ยกตัวอย่าง เช่น
โรงเรียน
นายร้อยตำรวจสามพราน นครปฐม ส่งทีมรักบี้เข้าไปแข่งขันระดับอุดมศึกษา
หลายปีติดต่อกัน แต่ไม่ประสพความสำเร็จเลย เพราะมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง
ที่ยังไม่ลงตัวโดยบริบูรณ์ ทั้งๆที่โรงเรียน
มีสถานที่ฝึกซ้อมใหญ่โตกว้างขวาง นักกีฬาต่างก็อยู่ในระเบียบวินัยอันดี
และมีสุขภาพแข็งแรงด้วยกันทุกคน ทั้งยังอยู่ในวัยที่กำลัง “ห้าว”
เต็มพิกัดด้วย แต่...


ถึงกระนั้น โรงเรียนนายร้อยตำรวจก็ยังต้องใช้ความพยายาม
และใช้เวลาเนิ่นนานเกินกว่าสิบปี กว่าจะเดินทางไปถึงจุดหมาย ที่ตั้งเอาไว้
คือ
เป็น “แชมป์” ระดับมหาวิทยาลัย!
นี่เล่าจากประสบการณ์จริง เพราะผู้เขียนเล่นอยู่ในทีม ตอนเป็น “แชมป์” ครั้งแรกด้วย!!


มือ
งไทยเรานั้น ผมไม่หวังความสำเร็จในกีฬาที่เป็นทีมขนาดใหญ่ อย่างฟุตบอล
บาสเกต วอลเลย์ฯลฯ แต่เมื่อทีมตีบอลหญิงของเรา
เอาชนะจีนในการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย ทำให้ผมปลาบปลื้มใจมาก
เพราะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ที่ทำให้พอมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้บ้าง

สำหรับการแข่งกีฬา ที่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เช่น มวย ยกน้ำหนัก
เทควันโดฯลฯ อย่างนี้เรามีช่องทางที่เปิดอยู่มาก เพราะเขาแยกรุ่น
และไทยเราเคยประสพความสำเร็จมาแล้วด้วย


ดังนั้น โอลิมปิกครั้งหน้า หากโชคดี บางทีเราอาจพบ “ช้างเผือก” หลุดเข้ามาในเมือง และกลายเป็นนักกีฬา ที่ไปแข่งแล้วมีเหรียญกลับบ้าน มาฝากคนไทย ดังที่มีตัวอย่างในลอนดอนโอลิมปิก คือ...

- แก้ว พงษ์ประยูร เหรียญเงินมวย จากเมืองกล้วยไข่ กำแพงเพชร
- พิมศิริ “น้องแต้ว” ศิริแก้ว นักกีฬายกน้ำหนักสาวไทย ลูกข้าวเหนียว เจ้าของเหรียญเงิน จากเมืองหมอแคน ขอนแก่น
นั่นไง
- ชนาธิป “น้องเล็ก” ซ้อนขำ เหรียญทองแดงเทควอนโด จากเมืองลุง แดนใต้ หรือ จังหวัดพัทลุง นั่นเอง



เขาและเธอทั้งสาม ซึ่งสร้างชื่อเสียงและตำนาน ให้กับชาติไทย
ทั้งยังนำความสุข ความภาคภูมิใจ มาให้กับคนไทยเรา
นั้นต่างไม่ใช่เด็กกรุงเทพ แต่ล้วนเป็นช้างเผือก
ซึ่งมาจากต่างจังหวัดด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น
ดังนั้น
หากเราจะเน้นการส่งเสริมกีฬา ประเภทที่แข่งแบบบุคคล น่าจะเป็นการดี
อีกทั้งการฝึกเป็นเอกเทศนั้น อาจง่ายและใช้เวลาที่สั้นกว่าการฝึกฝน เป็น “ทีม” ค่อนข้างมากทีเดียว


ก่อนจบวันนี้ ขอเล่าเรื่องที่ไปกินข้าวกับเพื่อนฝูง ในวันหยุดยาวที่ผ่านมา ให้ท่านผู้อ่านที่เคารพรัก ฟังสักนิด
หัวข้อสนทนาในวันนั้น ก็ไม่พ้นเรื่องกีฬาโอลิมปิกที่ลอนดอนเพราะกำลังอยู่ในกระแส
เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง ซึ่งมักมี “มุก” แปลกๆ มาเผยให้พวกเราได้ฮากันสม่ำเสมอ เขาได้ตั้งปุจฉากับเพื่อนๆ ตอนลุกจากโต๊ะกินข้าว ก่อนแยกย้ายกันกลับ ว่า


“อยากจะฝากคำถาม ให้พวกเอ็งเอากลับไปคิดเป็น ‘การบ้าน’ กันหน่อย ว่า
ถ้ามีการแข่งแบบโอลิมปิก โดยให้แข่งขันกันเฉพาะพวกนักการเมืองเท่านั้น และมีการแข่งกันเพียง 3 ประเภท คือ


1.ประเภทวิ่งแข่ง...หนีทหาร!
2.ประเภทวิ่งแข่ง ขึ้นภูเขา...ไปยึดที่หลวง!!
3.ประเภทวิ่งแข่ง...ไปแย่ง “เมีย” เพื่อนร่วมพรรค!!!


พวกเอ็งคิดว่า...นักการเมืองพรรคไหน จะได้ “เหรียญทอง” ไปครอง...มากที่สุด?”


ผมได้ยินเสียงแย่งกันตอบ ให้ระเบ็งเซ็งแซ่ จนอื้ออึงกันไปหมด
เพราะทุกๆคนนั้น ต่างก็ไม่ยอมนำปัญหา กลับไปคิดเป็นการบ้านเสียก่อน
แต่ดันตอบพรวดพราดออกมา ตรงกันหมด ว่า เป็น นักการเมืองพรรคไหน ทำราวกับว่า พวกเขานัดแนะกันมา ก่อนหน้านั้นแล้ว...

สำหรับผมนั้น ตีลูกเฉย ปิดปากเงียบสนิท ไม่ยอมออกความเห็น
หรือแม้กระทั่งส่งเสียงครางอือๆออๆ เพื่อเป็นการแสดงโดยนัยว่า
เห็นคล้อยตามเสียงเอกฉันท์ ของพรรคพวกเพื่อนฝูง แต่ประการใดไม่
เพราะยังตะโกนแย้งในใจตัวเอง ว่า


“รางวัลสำหรับการวิ่ง แย่งเมียเพื่อนร่วมพรรค นั้น ไม่ใช่เหรียญทอง แต่เป็น...

... “เหรียญ-ดอกทอง” โว้ยยยยย!!...

...ไอ้พวกเซ่อ!!!”

...................

ท้ายบท อนึ่ง บทความสัปดาห์ก่อน งดเหล้าเข้าพรรษา แต่ยังต้องด่า...ประชาธิเปรต!!! (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=380)
มีผู้โพสต์แสดงความเห็นท้ายคอลัมน์ ดังต่อไปนี้ครับ



avatar
lucky m.
Hero gen.seh member
Hero gen.seh member

จำนวนข้อความ : 2803
Join date : 12/06/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ