ต่อ..ตอนที่.....ค่ะ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ต่อ..ตอนที่.....ค่ะ

ตั้งหัวข้อ  Mamhablue on Wed Oct 31, 2012 8:12 pm

ตอนที่9 จุดเริ่มต้นความขัดแย้งของตาทัก

ก่อนที่เพริศแพร้วจะมาเป็นเมียเจ้าของคณะลิเกตอแหลแลนด์นั้น เพริศแพร้วเป็นสาวสวยคนหนึ่งในอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ตระกูลก็เป็นเจ้าของคณะลิเกชื่อเสียงโด่งดังเช่นกัน ทั้งตระกูลลิเกของลุงอั๋นและเพริศแพร้วก็จัดได้ว่าเป็นเครือญาติกันห่างๆและไปมาหาสู่กันอยู่เป็นประจำ เพริศแพร้วเป็นผู้หญิงที่รักสวยรักงามเป็นชีวิตจิตใจ การเดินเหิน เยื้องกรายก็อ่อนช้อยสง่างามสมดังเป็นสายเลือดของลิเก เพริศแพร้วมีความใฝ่ฝันมาตลอดว่าสักวันกหนึ่งจะได้เป็นนางเอกลิเกและเป็นเจ้าของคณะแทนบิดาที่ล่วงลับไป

ในวันหนึ่งเพริศแพร้วได้ทราบข่าวว่า ลุงอวยซึ่งเป็นเจ้าของคณะลิเกตอแหลแลนด์ในปัจจุบัน ได้ขี่จักรยานไปเที่ยวยังต่างอำเภอ ลุงอวยขี่รถเร็วจนเสียหลักพุ่งไปชนกับเกวียนที่กำลังบรรทุกข้าวโพดและวิ่งสวนมา ทำให้ลุงอวยลอยพุ่งเข้าไปปะทะกับล้อเกวียนอย่างแรงและถูกซี่ล้อเกวียนกระแทกที่หางตา ลุงอวยได้นอนพักรักษาตัวในสถานีอนามัยซะหลายวัน เพริศแพร้วได้ทราบข่าวการเกิดอุบัติเหตุจึงได้ทำข้าวต้มปลาเค็ม หมู3ชั้นทอดเกลือ ผักกาดดอง ไปเยี่ยมลุงอวยทุกวัน จนทำให้ลุงอวยเกิดความรู้สึกรักเพริศแพร้วกะทันหัน จ๊วบๆ จรุฟๆ หลังจากลุงอวยได้หายดีแล้วและกลับมายังหมู่บ้านจึงได้ขอเพริศแพร้วแต่งงาน งานแต่งดังกล่าวมีการจัดงานรื่นเริงอย่างสนุกสนาน ลิเกหลายหมู่บ้านก็ได้เข้ามาร่วมแสดงลิเกในงานดังกล่าว ทำให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านปลาบปลื้ม ยินดีที่จะได้นางเอกลิเกคณะตอแหลแลนด์ ที่สวยสดงดงามยิ่ง

นับแต่เพริศแพร้วได้อยู่กินกับลุงอวยในฐานะเมียเจ้าของโรงลิเก ตอแหลแลนด์ ก็ได้คิดค้นท่าร่ายรำใหม่ๆออกมาอย่างมากมาย
ยกตัวอย่างท่าร่ายรำชื่อ “รำผัดเส้นหมี่แล้วมัด”และ”รำพริ้วแหวกม่านเส้นไหม”เป็นที่เลื่องลือไปหลายอำเภอและเพริศแพร้วได้ออกมาร่ายรำแสดงอยู่ประจำ ท่าร่ายรำทั้งสองท่ามีเคล็ดลับอยู่ที่เวลาร่ายรำจะต้องสวมชุดผ้าไหมอย่างดีที่สุดพร้อมแสงระยิบระยับของเครื่องประดับลิเก ต้องกลั้นลมหายใจเอาไว้ เปิดริมฝีปากเพียงเล็กน้อยเพื่อเปล่งเสียงร้องรำ การขยับตัว จะต้องอ่อนช้อยอย่างยิ่ง พร้อมนี้เพริศแพร้วยังได้เปิดศูนย์ฝึกท่าร่ายรำให้แก่ชาวบ้านทั่วไปเพื่อเพิ่มพูนรายได้ ศูนย์ดังกล่าวมีชื่อเสียงขจรขยายไปทุกหมู่บ้านในชื่อ “ศูนย์ป๋างีบ”

แม้เวลาจะผ่านมาอย่างยาวนาน เพริศแพร้วก็ยังคงมีใบหน้าเต่งตึง งดงาม มิได้ร่วงโรยไปกับวัย ด้วยเพราะเพริศแพร้วดูแลใบหน้าเป็นอย่างดี ครีมทุกชนิดที่มีในโลกเช่น ครีมรกแกะ สเต็มเซลแอบเปิล มะหาด สารสกัดไข่ปลาคาร์เวีย หรือสารสกัดเมือกหอยทาก ของครีมยี่ห้อดังๆเช่น ล้างโคลน ชี้ชาโด้ เอ๋ซาเต้ ได้ถูกนำมาบำรุงใบหน้าอย่างมากมาย พร้อมกับบำรุงเช้าค่ำด้วย สารสกัดเมล็ดองุ่น คอลลาเจน คลอโลฟิล รังนกนางแอ่นชั้นเลิศ พร้อมกันใช้วิชาควบคุมใบหน้าชื่อ “เส้นไหมร้อยหน้า” เพริศแพร้วให้เหตุผลว่าต้องทำให้ใบหน้าเต่งตึงเสมอเพราะจะทำให้ใบหน้าดูเปล่งปลั่งดุจมีประกายแสง”ออร่า”เวลาต้องแสงไฟในโรงลิเกขณะที่ออกมาร่ายรำพร้อมริมฝีปากที่แดงแจ๊ด เป็นที่ชื่นชมแก่แม่ยกอย่างยิ่ง

เย็นวันหนึ่งก่อนที่ลิเกจะเปิดแสดง เพริศแพร้วรู้สึกอยากลิ้มรสข้าวมันไก่จึงได้เดินตรงดิ่งมายังร้านตาทักซึ่งเปิดการขายภายในโรงลิเก ตาทักซึ่งกำลังยืนร้องเพลงและสับไก่บริการลูกค้าอย่างเมามัน รู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง ทั้งที่ในสมองของตาทักครุ่นคริดและกลัดกลุ่มมาตลอดเกี่ยวกับเรื่องเครื่องประดับลิเกชุด “บลูใครซ่อน” เป็นเรื่องที่ชาวบ้านคุยกันในร้านข้าวมันไก่และเล่าความเดือดร้อนต่อกัน เพราะไม่สามารถแบกปลาร้า กะปิไปขายยังโรงลิเกโรงใหญ่ดังกล่าว ทำให้ชาวบ้านขาดรายได้อย่างมาก ความรู้สึกเห็นใจและสงสารชาวบ้านวิ่งแล่นเข้าไปตัดขั้วสมองของตาทักจนขาดผึงและได้เอ่ยเรื่อง”บลูใครซ่อน”ที่ได้ยินจากชาวบ้าน.ให้เพริศแพร้วฟัง การกระทำของตาทักทำให้เส้นไหมบนใบหน้าของเพริศแพร้วขาดผึงด้วยความโกรธสุดขีด เลิกกินข้าวมันไก่ตาทักโดยทันทีและวิ่งออกไปด้วยท่ากังนัมสไตล์ ไปนั่งร้องไห้ด้วยความเคียดแค้นตาทักอยู่หลังเวทีโรงลิเกโดยมีหมาชื่อไอ้เป๋งผูกอยู่

รักนะจรุฟๆ
พ่อจูม่ง
ประธานชมรม แดงเทียม แดงหาแดก แห่งประเทศไทยในพระราชาชูรส


แก้ไขล่าสุดโดย Mamhablue เมื่อ Fri Nov 02, 2012 11:07 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
Mamhablue
Senior gen.member
Senior gen.member

จำนวนข้อความ : 202
Join date : 23/09/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ตอนที่ 10 ค่ะ

ตั้งหัวข้อ  Mamhablue on Wed Oct 31, 2012 8:13 pm

ตอนที่10 ”แกว่งตะหลิวหาเสี้ยน” ฉายาพ่อครัวคนใหม่ของโรงลิเก

ประวัติตาทัก จัดได้ว่าเป็นผู้ชอบและปลาบปลื้มลิเกคณะตอแหลแลนด์มาอย่างยาวนาน ก่อนที่ตาทักจะทำข้าวมันไก่ ตาทักได้เคยทำแคบหมูและทำไส้อั่วขายมาก่อน แต่เจ๊งหมดตูดไปเพราะคนไม่นิยมกิน แรกๆที่ตาทักได้สัมปทานขายข้าวมันไก่ในโรงลิเกแห่งนี้นั้น ตาทักได้เคยรวบรวมชาวบ้านจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ให้แก่ลุงอวย ตาทักได้ลงทุนทำข้าวมันไก่แจกชาวบ้านกินฟรีตลอดงาน 3วัน3คืน มีการแสดงมหรสพและจุดขี้ใต้สว่างไสวไปทั่ว งานดังกล่าวลุงอวยและเพริศแพร้วได้แต่งชุดลิเกเต็มยศ หรูหราด้วยเครื่องประดับมากมาย ออกมาร่วมร่ายรำแสดงลิเกต่อหน้าชาวบ้านทั้งอำเภอ โดยใช้สุดยอดท่าร่ายรำคู่ชื่อ “โบกฝ่ามือคู่ครองพิภพ” ทำให้ชาวบ้านที่ได้ชมการร่ายรำนี้ เหมือนถูกมนต์สกดเข้าไปตัดขั้วหัวใจ หลายคนล้มตึงแน่นิ่งลงกับพื้น หลายคนน้ำตาไหลท่วมนองไปทั่วหน้าโรงลิเก แม้แต่เจ้าของโรงลิเกคณะใหญ่หลายอำเภอที่มาร่วมงานต่างก็กล่าวถึงท่าร่ายรำคู่ท่านี้ ว่าเป็นท่าที่สุดงดงามและมีพลังเป็นที่สุด

เรื่องที่ตาทักแส่เข้าไปยุ่งกับ”บลูใครซ่อน” สร้างความขุ่นเคืองให้กับเหล่ และพวกสานตะกร้า ที่อยู่กลางหมู่บ้านเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่เพริศแพร้ว ได้ไปนั่งร้องไห้พร้อมด่าตาทักไปพลาง ไอ้เป๋ง มันรับรู้โดยตลอด และได้แสดงความอาฆาตต่อตาทักอย่างออกหน้าออกตา โดยการออกมาเห่าตาทักทุกวัน โดยมีหมาอีกหลายตัว(ที่กล่าวถึงในตอนที่2)มาร่วมเห่าผสมโรง ทำให้ร้านข้าวมันไก่ของตาทักวุ่นวายเพราะทั้งตาทักและชาวบ้านที่มาอุดหนุนต่างแอบถูกหมากัดขาไปหลายคน จนกระทั่งร้านตาทักถูกแอบเผาขณะที่ตาทักไปต่างอำเภอ

ในเช้าวันรุ่งขึ้น ก็มีใบประกาศออกไปทั่วหมู่บ้านว่า จะให้บังจิ้ม3ที ดูแลและเอาโรตีมาขายแทนข้าวมันไก่ตาทักไปพรางๆก่อน โดยทำในชื่อร้าน “คนแม่งชั่ว” ชาวบ้านต้องจำทนกินโรตีของบังจิ้ม3ทีด้วยความกล้ำกลืน เพราะหวาดกลัวพวกสานตระกร้าจะแอบตีหัวกระบาล การทอดโรตีของบังจิ้ม3ทีได้กุ๊กมาจากหมู่บ้านแถวเขายันเท่ง กุ๊กมีชื่อว่า สารายัด ฝีมือการทอดโรตีไม่เป็นที่น่าประทับใจ ไม่มีรสชาติ จืดชืด ทอดช้า จนชาวบ้านรู้สึกเบื่อหน่าย เอือมระอา เพราะเห็นว่า สารายัด ติดท่าร่ายรำลิเกมากไป เหมาะที่จะเล่นลิเกมากว่าเป็นกุ๊ก ชาวบ้านเริ่มบ่นกันไปทั่วจนลุงอวยต้องจำใจเปลี่ยนร้านอาหารใหม่ต่อมา

ในหมู่บ้านนั้น ยังมีพ่อยกลิเกที่มีฝีมือร้ายกาจในการทำอาหารอีกคนหนึ่ง มีฝีมือแก่กล้าถึงขั้นสุดยอด จนสามารถทำ 2อย่างในเวลาเดียวกันได้ ความสารถที่ว่าคือ”กินไปบ่นไป”โด่งดังมาหลายปี โดยการใช้ปากทั้งกินและบ่นไปพร้อมๆกัน ฝีมือควงตะหลิวของพ่อครัวคนนี้มีตำนานเล่าขานว่า พัฒนามาจากสุดยอดท่าร่ายรำของโรงลิเกชื่อดังเก่าแก่อีกโรงหนึ่ง มันทั้งอ่อนช้อยและเร้าใจในขณะที่ฟาดตะหลิวลงไปในกะทะพร้อมกับร้องลิเกไปด้วย เสียงของตะหลิวที่แหวกผ่านอณูอากาศลงไปกะแทกกับกะทะนั้น มันช่างเร้าใจ สะใจและยั่วต่อมน้ำลายชาวบ้านมาอย่างยาวนาน สูตรอาหารที่เรียบง่ายแต่มีชื่อเสียงโด่งดังที่ชาวบ้านสรรเสริญกันไปทั่วคือ” วิญญานไก่ต้มฟัก” พ่อครัวคนดังกล่าวนี้ก็เป็นที่รู้จักอย่างดีแก่ตาทักรวมทั้งลุงอวย เจ้าของลิเกคณะตอแหลแลนด์ นามพ่อครัวนี้ชื่อ “ลุงหมึก”ฉายาเป็นที่เลื่องลือไปทั่วอำเภอยากที่ใครจะเทียบเคียงว่า ”ตะหลิวหาเสี้ยน”

รักนะจรุฟๆ
พ่อจูม่ง
ประธานชมรม แดงเทียม แดงหาแดก แห่งประเทศไทยในพระราชาชูรส
avatar
Mamhablue
Senior gen.member
Senior gen.member

จำนวนข้อความ : 202
Join date : 23/09/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ตอนที่ 11 ค่ะ

ตั้งหัวข้อ  Mamhablue on Wed Oct 31, 2012 8:16 pm

ตอนที่11 ตาชั่ว "อีโต้ขว้างเหี้ย"

การที่ลุงหมึกได้รับการคัดเลือกเข้ามาเปิดร้านขายผัดไทยใรโรงลิเก สร้างความตกละลึงพรึงเพริศแก่ตาชั่วเป็นอย่างยิ่ง ตาชั่วรู้สึกเสียหน้า จนไม่สามารถส่องกระจกดูหน้าตัวเองได้อีกต่อไป และจากการที่ตาชั่วมีความชำนาญในเรื่องทาสีเพราะเคยเป็นช่างทาสีให้โรงลิเกมาหลายปี จึงได้พยายามหาเรื่องป้ายสีแก่ลุงหมึกจนแปดเปื้อนไปทั้งตัว เช่น ป้ายสีว่าลุงหมึกแอบเอาเคล็ดวิชาการปรุงอาหารมาจากร้านลูกพี่เก่าของตาชั่ว โดยมีที่มาเป็นดังนี้

ก่อนที่ลุงหมึกจะมีร้านผัดไทยเป็นของตัวเอง ทั้งลุงหมึกและตาชั่วเคยเป็นคนงานในร้านข้าวมันไก่ร้านใหญ่มาก่อน ตาชั่วนั้นอยู่ฝ่ายแล่เฉือนไก่ประจำร้าน จนได้ฉายาติดตัวว่า “อีโต้แช่น้ำตาลปี๊บ” เพราะขณะที่ใช้มีดเฉือนไก่นั้น หนังไก่ถูกเฉือนอย่างไร้รอยตำหนิ เป็นที่ฮือฮาไปทั้งหมู่บ้าน แต่หลังจากนั้นมาหลายปี ด้วยความที่ตาชั่วเป็นคนที่ทรนงตัวเองขี้อิจฉาจนเกินความพอดีและอีกทั้งสมองก็เริ่มฟั่นเฟือนด้วยวัยชรา พูดจาซ้ำๆซากๆ ดังแผ่นเสียงตกร่อง ฉายาของตาชั่วก็ได้แปรเปลี่ยนเป็น” อีโต้ขว้างเหี้ย” เพราะฝีมือการสับไก่นั้นเริ่มสุดโหลยโท่ย จนแยกไม่ออกว่าใช้มีดเฉือนหรือใช้อีโต้ทุบเอา ส่วนลุงหมึกนั้นเป็นคนปรุงน้ำจิ้มให้แก่เจ้าของร้าน น้ำจิ้มข้าวมันไก่ของลุงหมึกนั้นถือว่าครบรส เปรี้ยว หวาน มัน แซบ เป็นที่ติดลิ้นแก่ชาวบ้านที่ได้มาลิ้มลอง เรื่องนี้ตาชั่วพยายามป้ายสีแก่ลุงหมึกว่าแอบเอาวิธีการแล่ไก่และทำข้าวมันไก่ออกมาจากร้านด้วย เป็นวิวาทะที่โจษขานไปทั่วหมู่บ้าน จนต้องเชิญลุงหมึกไปแถลงต่อสภาหมู่บ้านเพื่อหาข้อเท็จจริง และต่อมาก็ยังคงทำให้ลุงหมึกได้รับความไว้วางใจให้ขายอาหารในโรงลิเกต่อ สภาหมู่บ้านได้ร่วมสรรเสริญตาชั่วว่า “ลีลาการป้ายสีที่กวนส้นตีนที่สุด”

การป้ายสีของตาชั่วนั้นยังดำเนินต่อไปไม่จบสิ้น โดยการไปรื้อความหลังราวสัก30ปีก่อนมาป้ายสีว่า ลุงหมึกได้แอบเอาสูตรน้ำจิ้มไก่จากร้านและปรับเปลี่ยนใหม่ หลังจากที่ลุงหมึกได้เปิดร้านข้าวมันไก่ของตัวเอง และได้มีส่วนร่วมในการปรุงน้ำจิ้มให้แก่ชาวบ้านที่มาดูลิเกกิน ทำให้ชาวบ้านเกิดอาการคลุ่มคลั่ง ไล่ตีกันที่โรงเรียนวัดใกล้สนามกลางหมุ่บ้าน จนถึงกับมีการจับชาวบ้านผูกคอเล่นกับต้นมะขามข้างสนาม ห้อยต่องแต่งลอยไปมาในอากาศ วิ่งไล่เตะ ไล่กระทืบกัน บาดเจ็บกันระนาว บางส่วนก็มีสายตาเพี้ยนเห็นคนกลายเป็นมันแกวซะงั้น เหตุการณ์ครั้งนั้นยังฝังแน่นหลายคนในหมู่บ้านจนยากจะลืมเลือน การป้ายสีของตาชั่วครั้งนี้ก้ยังไม่เป็นผล เพราะชาวบ้านยังไม่ปักใจเชื่อ อีกทั้งอนามัยหมู่บ้านก็แอบพิสูจน์ได้ว่า เกิดจากเชื้อแบคทีเรียรหัส 6-10-19 พันธ์ใหม่ระบาด ทำให้เกิดโรค “จิ้งหรีดมาเนีย”อย่างเฉียบพลัน ทำให้คนที่ติดเชื้อโรคดังกล่าวกลายเป็นจิ้งหรีด ยามที่ได้ยินเสียงเคาะเกราะ ออกมาจากลำโพงและถูกยั่วยุทำให้เกิดภาพลวงตาจากใบประประกาศทั่วหมู่บ้านว่าคัดค้านลูกชายเจ้าของโรงลิเกว่าหน้าตาไม่หล่อ รำไม่สวยงามและไม่อยากให้รำลิเกต่อ

ลุงหมึกนั้นได้คาดการณ์มาก่อนแล้วว่าจะต้องได้รับการป้ายสีจากตาชั่วอย่างแน่นอนในวันใดวันหนึ่ง จึงได้หันหลังจากการทำข้าวมันไก่ มุ่งไปทำผัดไทยแทน โดยการเปิดร้านชื่อ”สุกก่อนใคร” การทำผัดไทยของลุงหมึกนั้นมีระยะเวลายาวนานหลายปี พร้อมคิดค้นส่วนผสมเครื่องปรุงผัดไทยใหม่ๆ พร้อมเมนูอาหารอีกหลายชนิด จนถึงขนาดเชิญชวนชาวบ้านมายืนดูเคล้ดลับการทำอาหารให้อร่อยของแก และเรียกรายการดังกล่าวว่า “แหกปากไปแดกไป” ลุงหมึกไม่สนใจคำวิจารณ์จากพวกรู้มาก อยากกินของฟรี ที่แกล้งทำเนียนด่าเสียงตะหลิวเวลากะแทกกับกะทะ ลุงหมึกแกคิดว่าคำวิจารณืนั้นเป็นเพียงแค่เสียงหมาเห่าหอนยามได้ยินเสียงเคาะกะลา จนลุงหมึกสะสมชื่อเสียงและได้รับฉายาตามที่กล่าวข้างต้นว่า “แกว่งตะหลิวหาเสี้ยน”

รักนะจรุฟๆ
พ่อจูม่ง
ประธานชมรม แดงเทียม แดงหาแดก แห่งประเทศไทยในพระราชาชูรส
avatar
Mamhablue
Senior gen.member
Senior gen.member

จำนวนข้อความ : 202
Join date : 23/09/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ตอนที่ 12 ค่ะ

ตั้งหัวข้อ  Mamhablue on Wed Oct 31, 2012 8:17 pm

ตอนที่12 ท่าร่ายรำลิเกงานโบ๋ ชุด” แหวกม่านแก๊สน้ำตา ตามหาคนดี”

เสียงตะหลิวของลุงหมึกนั้นมันดังเสียดแทง ทำให้เมียและเจ้าของโรงลิเกรู้สึกไม่สบายใจนัก เพราะจริงแล้วลุงอวยนั้นอยากให้ตาชั่วได้เป็นผู้ขายข้าวมันไก่ในโรงลิเกมากกว่า เพราะจะได้กินไก่เนื้อที่อร่อยที่สุดและได้ประโยชน์จากส่วนอื่นอีกมากมายจากร้านตาชั่ว แต่ไม่สามารถทนต่อเสียงรบเร้าจากชาวบ้านที่อยากลิ้มรสผัดไทยจากลุงหมึกได้ แผนการกำจัดลุงหมึกให้พ้นออกไปจากโรงลิเกจึงได้เริ่มขึ้น

ในค่ำคืนหนึ่ง ได้มีหนังขายยาเข้ามาฉายในหมู่บ้าน เพริศแพร้วได้เข้าไปเที่ยวในงานดังกล่าว เนื่องเพราะหนังขายยาได้โฆษณาว่าจะฉายหนังเรื่องหนึ่งที่ลูกสาวคนโตชื่อ พริ้งเป็นผู้แสดงและผู้กำกับ หนังเรื่องนี้เป็นหนังฮิตที่หนังขายยาจะเอาฉายทุกที่ทุกหมู่บ้าน เพราะหลังจากชาวบ้านดูไปแล้ว สักพักก็เกิดอาการวิงเวียนศรีษะ คล้ายจะเป็นลม อยากจะอ๊วก ทำให้ชาวบ้านต้องมาอุดหนุนยาชนิดต่างๆเพื่อบรรเทาอาการ เพริศแพร้วล่วงรู้ปัญหานี้ดี จึงได้ซื้อข้าวโพดปิ้งและมะยมดองกินป้องกันเอาไว้ และใช้วิธีดูอย่างอื่นมากกว่า ประกายไอเดียในการไล่ลุงหมึกเกิดขึ้นแวบหนึ่งในสมองหลังจากที่มีการโฆษณาขายยาเสร็จและฉายหนังการ์ตูนเรื่องต่อไป “ขบวนการซึนเรนเจอร์. ” และถึงขนาดอุทานออกมาว่า “โอ้ว สวดยอด”

ขบวนการกวนตีนลุงหมึกจึงเริ่มขึ้น โดยการรวบรวมอันธพาล กุ๊ย ที่สมองมีปัญหา และตั้งชื่อว่า”ขบวนการกู้ซาก”แต่งตัวเลียนแบบ”ขบวนการซึนเรนเจอร์” โดยเน้นเครื่องแบบเป็นชุดสีเหลืองและชมพู ได้พยายามเข้าไปที่บริเวณหน้าร้านลุงหมึก เพื่อหวังจะจับตัวลุงหมึกมากระทืบสั่งสอน แต่แผนดังกล่าวเกิดการผิดพลาด ชาวบ้านและยามบางส่วนได้เข้าช่วยเหลือลุงหมึกและกันตัวออกไป ทำให้ขบวนการกู้ซากไม่พอใจอย่างยิ่งและยกโขยงกันไปที่สำนักงานยาม เพื่อจะบุกเข้าไปทำให้ปั่นป่วน เกิดเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายไปทั่ว พร้อมกับเสียงการแตกกระจายอะไรบางอย่างดัง บึ้ม ทุกคนต่างหันไปมองต้นกำเนิดเสียงก็พบว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ไม่พูดไม่จา ไม่ยอมหายใจ รู้ชื่อต่อมาว่า โบ๋

การไม่หายใจของโบ๋ ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด จึงได้มีการเชิญหมอผีมาทำการนั่งเทียนเข้าทรง หลังจากที่หมอผีได้สางผมที่หยิกหยอยยังกับหมอยพันกันเสร็จ หมอผีได้บอกว่าตายเพราะกระป๋องน้ำอัดลมที่ยามได้โยนเข้ามา และอ้างว่ามันเมดอินไชน่า ทำให้ไม่ได้มาตรฐานจังหวัดอยุธยา (อย.) อาจทำให้แก๊สในกระป๋องน้ำอัดลมเกิดระเบิดทำให้ไม่หายใจได้ เป็นที่กังขาแก่ชาวบ้านทั่วไป หลังจากนั้น 1 เดือนสถานีอนามัยจึงได้มีข้อสรุปว่า ในวันเกิดเหตุโบ๋ได้พกลูกปิงปองเข้ามาร่วมชุมนุม โดยตั้งใจว่าจะเอามาโยนเล่นยามว่าง ขณะเกิดการชุลมุน ทำให้ร้องเท้าส้นสูงที่ซื้อมาจากบางลำพูของโบ๋พลิกและ ล้มลงทับลูกปิงปองอย่างแรง แรงแตกกระจายของลูกปิงปองกระแทกที่เต้านมของโบ๋ และทำให้เต้านมยุบมีขนาดไม่เท่ากันกับอีกข้าง โบ๋จึงรู้สึกอับอายและโมโหเป็นอย่างมาก เพราะว่าเพิ่งไปเสริมซิลิโคนทำอกอึ๋มมา โบ๋จึงตัดสินใจไม่หายใจดีกว่า อย่างไรก็ตามโรงลิเกก็ได้มีการจัดแสดงลิเกให้แก่งานไม่หายใจของโบ๋ โดยทั้งเพริศแพร้วและพริ้มได้ออกมาร่ายรำลิเกในชุด” แหวกม่านแก๊สน้ำตา ตามหาคนดี” เป็นที่ฮือฮา ตาเหลือกแก่ชาวบ้านทั้งอำเภอ

รักนะจรุฟๆ
พ่อจูม่ง
ประธานชมรม แดงเทียม แดงหาแดก แห่งประเทศไทยในพระราชาชูรส
avatar
Mamhablue
Senior gen.member
Senior gen.member

จำนวนข้อความ : 202
Join date : 23/09/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ตอนที่ 13 ค่ะ

ตั้งหัวข้อ  Mamhablue on Wed Oct 31, 2012 8:18 pm

ตอนที่13 ลุงหมึกสะดุดพจนานุกรมลื่นหัวทิ่มกะทะผัดไทย

ผัดไทยของลุงหมึกเป็นที่ถูกปากแก่ชาวบ้านยิ่งนัก ทำให้ร้านผัดไทยชื่อ”ผัดไทยประชาชน”ของลุงหมึกที่เปิดในโรงลิเกเป็นที่กล่าวขวัญถึงไปทั่วทั้งอำเภอ ทุกวันอาทิตย์เช้าลุงหมึกจะมีรายการพบปะชาวบ้านที่เฝ้าติดตามข่าว เรตติ้งข่าวพุ่งกระฉูดมากกว่าหนังน้ำเน่าหลายเท่า เป็นที่อิจฉาแก่ตาชั่วยิ่งนัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ถูกเฝ้าจับตาจากกลุ่มนักเลงประจำหมู่บ้านที่มีอาชีพสาน เข่ง ตระกร้า มีหัวโจกที่ชื่อว่า "จัญไร ไม่เต็มบาท" ซึ่งต่อไปจะเรียกสั้นๆว่านายจัญไร สั้นๆ

นายจัญไร นั้นเป็นคนหมู่บ้านเดียวกับตาชั่วมาก่อน นายจัญไร เป็นคนออกแบบและคอยดูแลเรื่องการสานเข่ง ตะกร้า ให้เป็นไปตามออเดอร์ที่มีการสั่งมา ในโรงลิเกเข่งและตะกร้าทั้งหมดที่ใช้ใส่ชุดลิเกและเครื่องประดับนั้นผลิตจากกลุ่มสานเข่งของนายจัญไรทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผงป้ายโฆษณาคณะลิเกก็จะถูกควบคุมและดูแลจากนายจัญไรเช่นกัน ทำให้นายจัญไรมีความสนิทกับเจ้าของโรงลิเกเป็นอย่างยิ่ง เรื่องเสียงตลิวของลุงหมึกที่ไปรบกวนคณะลิเกก็ไม่รอดพ้นหูของนายจัญไรเช่นกัน

หลังจากที่ขบวนการกู้ซากล้มเหลว แผนการร้ายใหม่จึงถูกเสนอขึ้น หลังจากที่นายจัญไรได้เห็นหนังสือพจนานุกรมในกระเป๋าของเด็กนักเรียนที่เดินผ่านโรงงานสานเข่ง ทำให้เกิดประกายความชั่วขึ้นมาในสมองอย่างฉับพลัน ในค่ำคืนนั้นขณะที่โรงลิเกเปิดการแสดงตามปกติ และลุงหมึกเปิดร้าน”ผัดไทยประชาชน” ผัดไทยขายแก่ชาวบ้านตามปกติ ลีลาของตะหลิวที่ฟาดลงบนกะทะผัดไทยเป็นไปอย่างเมามัน พร้อมกันกับ “แหกปากไปกินไป” ประสานเสียงกับเสียงวตะหลิวที่แทรกผ่านอณูของอากาศ เป็นที่สะใจแก่ชาวบ้าน ที่มารุมอุดหนุนเต็มร้าน โดยที่หารู้ไม่ถึงภัยร้ายที่มาใกล้ตัว

จังหวะหนึ่งที่ลุงหมึกกำลังจะฟาดตะหลิวลงบนกะทะ แกเกิดสะดุดกับสิ่งหนึ่งที่อยู่บนพื้น ทำให้ลุงหมึกเหยียบแล้วลื่นเสียหลัก หัวทิ่มลงไปในกะทะผัดไทยที่กำลังร้อน ตะหลิวลอยเคว้งไปในอากาศแล้วลงมาตีกะบาลลุงหมึกซ้ำ ทำให้ลุงหมึกมึนอย่างแรง และแสบร้อนที่ใบหน้า จนต้องหยุดการผัดไทยอย่างกะทันหัน ชาวบ้านช่วยนำลุงหมึกส่งสถานีอนามัย หลังจากที่ชาวบ้านสำรวจพี้นดูแล้ว สิ่งที่ลุงหมึกเดินสะดุด คือหนังสือพจนานุกรม เล่มหนึ่งที่มีคนแอบเอาวางบนพื้นเพื่อกลั่นแกล้ง

ลุงหมึกนั้นเสียหน้าอย่างรุนแรงที่แกว่งตะหลิวอย่างไม่ระวัง ทำให้แกต้องหัวทิ่มกะทะ ลุงหมึกเลยประกาศวางตะหลิวตลอดชีวิตและได้ขอให้ลุง สามช่า ผุ้ช่วยกุ๊กมือรองในร้านดำเนินการปรุงอาหารผัดไทยและรับผิดชอบเปิดร้าน”ผัดไทยประชาชน” ต่อไป แต่ก็ไม่ราบรื่นนัก เพราะแก๊งกวนตีน “ขบวนการกู้ซาก “ ยังคอยเกะกะระรานที่ร้าน จนถึงขนาดเอาหมาจรจัด หมาขี้เรื้อน วัว ควายมาผูกเลี้ยงในบริเวณร้านผัดไทย ทำให้ลุงสามช่าต้องไปเร่ร่อนหาที่ปรุงผัดไทยและใส่กล่องมาส่งชาวบ้านที่ยังคงอุดหนุนลุงสามช่าอย่างเหนียวแน่น “ขบวนการกู้ซาก “ยังลามปามไปถึงปิดทางเข้าลานจอดซาเล้งของชาวบ้านที่เป็นลุกค้าของลุงสามช่า พร้อมกับเอาตีกลอง ร้องรำทำเพลง กันสนุกสนาน เป็นที่เดือดร้อนกันไปทั่วหมู่บ้าน

รักนะจรุฟๆ
พ่อจูม่ง
ประธานชมรม แดงเทียม แดงหาแดก แห่งประเทศไทยในพระราชาชูรส
avatar
Mamhablue
Senior gen.member
Senior gen.member

จำนวนข้อความ : 202
Join date : 23/09/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ต่อ..ตอนที่.....ค่ะ

ตั้งหัวข้อ  goosehhardcore on Thu Nov 01, 2012 10:50 am

อ่านจนตาลายเลย ถัดมาก็ตาสว่างขึ้นตามลำดับ หามาอีกน๊าาาา ชอบบบบบบ cheers cheers cheers bom bom bom drunken drunken drunken Sleep Sleep Sleep
avatar
goosehhardcore
Hero gen.seh member
Hero gen.seh member

จำนวนข้อความ : 6012
Join date : 12/06/2010
ที่อยู่ : Bangkok Thailand

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ต่อ..ตอนที่.....ค่ะ

ตั้งหัวข้อ  Mamhablue on Thu Nov 01, 2012 1:20 pm

Laughing Laughing Laughing Laughing ป้าช๊อบๆ เน๊าะ เดี๋ยวแมร่งตามมาตบ เอ๊บ ตามมาปิดประตูบ้านอีก คราวนี้ เลิกเข้าเลย จะสร้างบ้านใหม่เองละ Very Happy Very Happy Very Happy Very Happy Very Happy
avatar
Mamhablue
Senior gen.member
Senior gen.member

จำนวนข้อความ : 202
Join date : 23/09/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ถอดรหัสลับ.."ระงับสอง-จ"

ตั้งหัวข้อ  Mamhablue on Fri Nov 02, 2012 11:07 am

..... ตั้งแต่มีการต่อสู้และมีการหาเสียงเลือกตั้งนายก"ทักกี้"เคยโรยดอกไม้โปรยทางมาหลาย

ครั้งแล้วว่า-จ-1"จตุฯ"จะได้เข้าร่วมขบวนกับ"เพื่อไทย"ในตำแหน่ง"รมต"เพราะ"ดีกรี"ถึง

..... เมื่อครั้งมีการโหวดเป็นการภายใน"เพื่อไทย"ให้เข็นม.291วาระ3 ซึ่งเป็น"กฎโจรปี 50" ลงสภา แต่ส่วน

ใหญ่ไม่เห็นด้วยเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าถ้าลงสภาวันไหน วันนั้นต้องโดนพวก"เถื่อนถ่อย"ในสภาเล่นงานและนอก

สภาก็ต้องเจอ"ม๊อบแก้บน"ออกมาขย่มทั้งด้านนอกและด้านในคงจะต้านแรง"กระแทก"ทั้งสองด้านไม่ไหว


..... ในเสียงส่วนน้อยของวันนั้นมีอยู่หลายคน แต่ที่น่าจับตาก็มี"สอง-จ"ที่ค้านยืนกระต่ายสี่ขาด้วยความมั่นคง

ก็คือ-จ-แรกคือคุณ"จ-ตุ๊ดตู่"และ-จ-ที่สองก็คือคุณ"จ-จาตุ "ผู้ที่มีความแม่นยำในกฎหมาย

และใช้ปรัชญาในการพูดให้ผู้ฟังแลเห็น"สัจธรรม"ทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นเวทีใดๆก็ตาม แต่จ-"จาตุฯ"ถูกเหล่ว่า

มาจากพ่อใหญ่"บิ๊กจิ๋ว" จึงทำให้คะแนนตรงนี้ถูกลดหย่อนผ่อนลงไปบ้าง

..... ทีนี้มาพูดถึงหัวหมู่ทะลวงฟันพันธ์สู้ฟ้า-จ-"ตุ๊ดตู่"ที่"เพื่อฯ"ตาขาวและกลัวที่สุดก็คือถ้าคุณ"จ-ตุ๊ดตู่"เข้า

มาเป็น"รมต"เมื่อไหร่เมื่อนั้น"กฎโจร"ต้องลงสภาแน่นอนอีกทั้งยังเห็นด้วยกับการย้ายนักโทษการเมืองไปหลักสี่

และให้เร่งปล่อยคนเสื้อแดงที่ติดคุกออกมาให้หมดเพราะ"นักรบ"พวกนี้เป็นผู้ที่ทำให้มี"เพื่อไทย"ในวันนี้

------------------------------- นายก"ทักกี้และนายกยิ่งฯ" จงฟังเอาไว้ ----------------------------------

..... เมื่อมีคุณ"สด เสียงสวรรค์" (ตีความเอาเองนะคะ) เสียงเดียวและเสียงดังท้วงติงเรื่องคุณ"จ-ตุ๊ดตุ่"ขึ้นมา

ชื่อของคุณ"จ-ตุ๊ดตู่" จึงหล่นจาก"มหาดไทย"ในโค้งสุดท้ายและเสียงที่ว่านี้ตาม"รหัส"บอกสะท้อนออกมาจาก

ตรงข้ามทิศใต้ยังไงๆ"นายกปู" ต้องฟังและต้องเกรงใจ

..... เรื่องนี้นายก"ปู" หนีบนายก"แม้ว"ถึงแจวโร่ไม่กล้าปะทะ ทำหน้าจ๋อยใจระห้อยเพราะนายก"แม้ว"โดนจัด

หนักทั้งขว้างทั้งปาใส่ต้องรักษาแผลหัวใจไปอีกนาน

..... วันนี้คุณ"สด เสียงสวรรค์" แค่ขอเบรคคุณ"จ-ตุ๊ดตู่" เอาไว้เท่านั้นและถ้ามีการปรับครมครั้งใหม่

เหลือเกินว่าชื่อของคุณ"จ-ตุ๊ดตู่" คงติดขบวน"เพื่อไทย" ส่วน-จ-"จาฯ"เข้าข่ายแต่ยังไม่แน่ใจ

เพราะ"จอมยุทธ์"ที่ออกมาจาก"บ้าน 111"ยังเหลืออีกบานตะไทเจ้าค่ะ
avatar
Mamhablue
Senior gen.member
Senior gen.member

จำนวนข้อความ : 202
Join date : 23/09/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ต่อ..ตอนที่.....ค่ะ

ตั้งหัวข้อ  goosehhardcore on Sat Nov 03, 2012 6:03 pm

ก็ถูกที่ป้ามาม่าบอกว่า ไม่กลัวหร๊อกปิดบ้าน... สร้างใหม่ได้..

แต่ถ้าไม่ปิดบ้าน เจือกตามปิดปากนี่จิ .. มันเฉียวว๊อยยยน๊าาาา 55555555555
Very Happy Very Happy Very Happy Very Happy Surprised Surprised Surprised Laughing Laughing Laughing
avatar
goosehhardcore
Hero gen.seh member
Hero gen.seh member

จำนวนข้อความ : 6012
Join date : 12/06/2010
ที่อยู่ : Bangkok Thailand

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ตอนที่ 14 ค่ะ

ตั้งหัวข้อ  Mamhablue on Sun Nov 04, 2012 7:10 pm

Very Happy Very Happy Very Happy Very Happy Very Happy เอิ๊ก เอิ๊ก เอิ๊ก ปิดปากก็ตัวใครก็ตัวใครอะเน๊าะค่ะ ป้าพัด ตอนนี้ขอลงแบบมั่วละกัน จะไม่แก้หัวข้อละค่ะ ใครจะอ่านก็หาเอา เน๊าะ ห่างๆ ลูกกุญแจหน่อยเน๊าะ อ้าว...ว่าแล้วก็ต่อเลยละกันน่ะค่ะ ตอนที่ 14 ค่ะ

ตอนที่14 ชาวบ้านร้องเพลงปลุกใจ” ไอ้เพลี้ยสั่งฆ่า อีปลาร้าสั่งยิง”

ลุงจัญไร กับพวกสานเข่ง ตะกร้า ยังเที่ยวปล่อยข่าวไปทั่วว่า
ร้านผัดไทยประชาชน
ได้แอบจ่ายเงินใต้โต๊ะแก่ชาวบ้านมาช่วยชิมผัดไทยและลงคะแนนให้
แผนการชั่วๆใส่ร้ายป้ายสีได้รับความร่วมมือจากตาชั่วโดยว่าจ้างชาวบ้านใน
หมู่บ้านมาช่วยยืนยันว่า”ได้รับเงินจากคนงานร้านผัดไทยประชาชนชื่อ
นายโย่งยึด
ให้นำเงินไปจ้างซาเล้งขนชาวบ้านมาชิมผัดไทยลุงหมึกและลงคะแนนให้”
ข้อกล่าวหาดังกล่าว ทำให้ชื่อเสียง ร้านผัดไทยประชาชน ต้องมัวหมองลง
และเป็นสาเหตุให้กลุ่มลุงจัญไร หาเรื่องมาปลดป้ายและรื้อร้านผัดไทยประชาชน
ทิ้ง ทำให้ขบวนการกู้ซาก ยินดีปรีดากลับบ้านไปไถนาต่อเหมือนเดิม
และเป็นสาเหตุให้ตาชั่วแอบตกลงกับเหล่อย่างลับๆ เอาข้าวมันไก่ของตาชั่วชื่อ
“ชาวบ้านวิบัติ”มาเปิดขายแทนในโรงลิเก

การซูเอี๋ยของเหล่และตาชั่วได้รับการต่อต้านจากชาวบ้านที่เห็นความไม่เป็น
ธรรม โดยมีกลุ่มเด็กวัด3คนเป็นหัวโจกชื่อไอ้ตุ่น ไอ้เต้งและเฮียหวี
ที่ยังคงติดใจรสชาติข้าวมันไก่ตาทักมาตลอด ร่วมกันจัดรายการ
“โดนแหกตาวันนี้” ได้รวมกลุ่มชาวบ้านก่นด่าตาชั่ว และ
เจ้าของมือที่พอจะมองเห็นซึ่งทำตัวเป็นไอ้โม่งวางแผนเรื่องวุ่นวายทั้งหมด
เสเด้ง
ผู้กว้างขวางคนหนึ่งของหมู่บ้านก็ได้ช่วยนำลุกน้องเข้ามาดูแลเรื่องความ
ปลอดภัยของชาวบ้านให้รอดพ้นจากการรุมกระทืบของเหล่ และพรรคพวก
ที่ดูแลโรงลิเกอยู่ การกระทำของเสเด้งเป็นที่หมั่นไส้ของเหล่
เด็กเก็บตั๋วยิ่งนัก
การประท้วงของชาวบ้านได้ลุกลามไปอีกหลายหมู่บ้านโดยชาวบ้านเรียกขานกันเอง
ว่าเป็นคน”ตานกฮูก”ขบวนการ “เลือดสีแดง”
ได้ยึดพื้นที่กลางตลาดของหมู่บ้านเป็นฐานที่มั่น
และเกิดการตลุมบอนกับพวกอันธพาลของเหล่หลายครั้ง

ในค่ำคืนหนึ่ง
ขณะที่เสเด้งกำลังเดินโชว์ความหล่อและตรวจตราความเรียบร้อยหนึ่งในที่ชุมนุม
สนามเด็กเล่นชื่อ “สวนรุมพี่หนี” ใกล้ตลาด
ก็ได้มีวัตถุลึกลับแหวกผ่านอากาศโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า
วัตถุดังกล่าวเข้าไปนอนพักในหัวของเสเด้งโดยไม่ได้รับอนุญาต
ทำให้เสเด้งโมโหเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้หัวเสเด้ง
มีตำหนิเป็นรูโบ๋และการทรงตัวผิดไปจากเดิน
เสเด้งทนอายไม่ไหวจึงกลั้นลมหายใจด้วยความเซ็งในทันที
การไม่หายใจของเสเด้งยิ่งทำให้ความโกรธของชาวบ้านในขบวนการ “เลือดสีแดง”
เพิ่มขึ้นทวีคูณ แต่หาได้หยุดเพียงเท่านี้ไม่เพราะว่าเหล่
เด็กเก็บตั๋วได้แอบส่งพวกนักเลงหัวไม้ ไปแอบซุ่มตามหลังคาบ้าน
และต้นไม้สูงรอบๆที่ชุมนุม พร้อมปืนส่องนกจำนวนมาก ด้วยความร้อนจากแสงแดด
หิวข้าว ประกอบกับมีสมองไม่สมประกอบเป็นทุนเดิมเหมือนลูกพี่
ทำให้สายตาพวกนักเลงหัวไม้ทีแอบซุ่มพร้อมปืนยิงนกมองชาวบ้านกลายเป็นนก
ยิงหัวชาวบ้านกันเป็นว่าเล่นเพราะไม่ต้องจ่ายตังค่ากระสุน
พร้อมกับอ้างว่าชาวบ้านพวกนี้ไม่ซาบซึ้ง ไม่ชอบโรงลิเก
ไม่ยอมซื้อตั๋วมาดูลิเก(ดังที่กล่าวไว้ในตอนที่3) ปืนยิงนกของเหล่
ทำให้หัวและหน้าอกชาวบ้านมีตำหนิ มีรู อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เกือบร้อยคนทนความอับอายไม่ไหวจนไม่ยอมหายใจต่อ และอีก2พันคนที่แข้งขา
แขนมีรู เก็บไว้เป็นที่ระลึก ขบวนการ “เลือดสีแดง”
เกรงจะเสียโฉมจึงยอมยุติเลิกลา แยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความเคียดแค้น
พร้อมร้องเพลง “ไอ้เพลี้ยสั่งฆ่า อีปลาร้าสั่งยิง” ปลุกใจไปตลอดทาง

เพือให้เหตุผลการยิงหัวชาวบ้านสมเหตุสมผล
จึงได้มีการวางแผนให้พวกอันธพาลสมองหมา
แอบจุดไฟเผาร้านขายเสื้อผ้าตามที่ต่างๆ รวมทั้งร้านใหญ่ในตลาดชื่อ
“เซ็งท่านเว้ย” โดยมีตาชั่วและสมุนช่วยกันป้ายสีตามอาชีพเดิมว่า
เป็นฝีมือขบวนการ “เลือดสีแดง” เรียกต่อมน้ำตาแม่ยกและเหล่าวัยโจ๋
สมองกลวงที่ต้องการไปช๊อปปิ้งเป็นสันดาน จนน้ำตานองท่วม
ส่วน3คนที่เป็นหัวโจกชื่อไอ้ตุ่น ไอ้เต้งและเฮียหวี
ก็ถูกลากไปล้างคอกขี้ไก่ และถูกปล่อยออกมาในอีกหลายเดือนต่อมา

ร้านข้าวมันไก่ของตาชั่วชื่อ” ชาวบ้านวิบัติ”
ยังคงหน้าด้านขายต่อไปท่ามกลางเสียงก่นด่าจากชาวบ้าน
จนกระทั่งก่อนหมดสัญญาเซ็งแผงในโรงลิเก 1ปี
ตาชั่วได้เสนอให้มีประกวดร้านอาหารในโรงลิเกกันใหม่
ด้วยฝันเฟื่องตามสติปัญญาและสันดานทรนงของตัวเองว่า
ข้าวมันไก่อร่อยที่สุดในจักรวาล
การณ์กลับไม่เป็นดังคาดและเป็นที่มาของร้านข้าวซอย “ใครรักใคร”
ของปุ๋มน้องสาวตาทัก(ดังที่กล่าวไว้ในตอนที่4)

รักนะจรุฟๆ
พ่อจูม่ง
ประธานชมรม แดงเทียม แดงหาแดก แห่งประเทศไทยในพระราชาชูรส
ตอนที่15 เป็นตอนสุดท้ายครับ ข้อเสนอของกลุ่ม “ติดหนี้ราษฏร์”และบทสรุปนิยายโรงลิเก
avatar
Mamhablue
Senior gen.member
Senior gen.member

จำนวนข้อความ : 202
Join date : 23/09/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ตอนที่ 15 ค่ะ

ตั้งหัวข้อ  Mamhablue on Sun Nov 04, 2012 7:11 pm

ตอนที่15 ข้อเสนอของกลุ่ม “ติดหนี้ราษฏร์”และบทสรุปนิยายโรงลิเก

เหตุการณ์ความวุ่นวายหลายปีที่ผ่านมาในหมู่
บ้าน
ไม่ได้พ้นสายตาอยากรู้อยากเห็นของกลุ่มครูโรงเรียนวัดข้างโรงลิเกแต่อย่างใด
กลุ่มครูเหล่านี้เรียกชื่อกลุ่มว่า” กลุ่มติดหนี้ราษฏร์”
มีหัวหน้ากลุ่มชื่อ “ครู วรโดนเฉด” เป็นแกนนั่งๆนอนๆ ยามว่างจากการสอน ครู
วรโดนเฉด พร้อมกลุ่มติดหนี้ราษฏร์ จะมานั่งดูดโอเลี้ยง ร้านเจ๊อ้อยตาหวาน
ทุกเย็น เพราะว่ากลุ่มนี้ไม่รู้จักธุรกิจขายสินค้าตรงเช่น อ้ายเวร
หมาคี่เบอรี่ หรือนิวตีน ทำให้มีเวลาว่างใช้สมองไปคิดอย่างอื่น
ความเชื่อของกลุ่ม” กลุ่มติดหนี้ราษฏร์ “ ที่ว่า
การดูดโอเลี้ยงร้านเจ๊อ้อยตาหวานทุกเย็นแล้วแปะไปจ่ายสิ้นเดือนจะทำให้สมอง
ปลอดโปร่งยิ่ง
ทำให้เกิดความคิดและข้อเสนอเพื่อให้หมู่บ้านอยู่อย่างสงบสุขจึงเกิดขึ้น
พอที่สรุปเบื้องต้นได้ 5 ข้อคือ

ข้อที่1. ค่าตั๋วดูลิเกของคณะตอแหลแลนด์ราคา 112 บาท นั้นมีราคาแพงเกินไป
ข้อที่2 ชาวบ้านที่เดินข้างรั้วโรงลิเก อย่าไปถือเหมาว่าชาวบ้านต้องจ่ายค่าตั๋ว 112 บาท เพื่อความซาบซึ้ง
ข้อที่3. เจ้าของโรงลิเก ต้องวางตัวเป็นกลางในการประมูลขายอาหารในโรงลิเก ห้ามแอบมุบมิบกินนอกกินในกับเจ้าของร้าน
ข้อที่4. ให้ยุบโรงงานสาน เข่ง และ ตะกร้า เสียแล้วจับไปเรียนวิชาศีลธรรมใหม่ในโรงเรียนอนุบาล เพื่อให้มีนิสัยดีขึ้น
ข้อที่5. ให้เขียนกติกาเพื่อให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกันโดยสันติสุขเสียใหม่

ข้อเสนอของกลุ่ม ติดหนี้ราษฏร์
ได้รับการกล่าวขานและติดประกาศไปทั่วหมู่บ้าน
แต่ก็ยังไม่สามารถเอาไปนั่งคุยกับเจ้าของคณะลิเก ได้
ทุกอย่างจึงอยู่ในความอึมครึมและหวาดระแวงทั่วหมู่บ้าน

ลุงอวย เจ้าของคณะลิเก “ตอแหลแลนด์”
หลังจากชาวบ้านได้ดูลิเก ในท้องเรื่องเดิมๆมากว่า 60ปี
ก็ทำให้ยอดการซื้อตั๋วชมลิเก ตกต่ำอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เพราะชาวบ้านเริ่มจำเนื้อเรื่องลิเกได้
ลุงอวยจึงจำเป็นต้องสร้างลิเกในท้องเรื่องใหม่ๆออกมานำเสนอ
ตามพล็อตเรื่องใหม่ที่ชาวบ้านได้ไปแอบรู้มา ลุงอวยตั้งใจจะแสดงบทเป็น
เจ้าชายมะขามเปียก โดยจะเป็นผู้นำทัพทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ
และเหล่าฝูงควาย สุนัข อีกมหาศาล ออกไปประจันบานกับศัตรู
ซึ่งต้องทุ่มทุนอีกมหาศาลในการทำให้ฉากสมจริง
ลุงอวยมุงมั่นและตั้งใจที่จะแสดงลิเกบทดังกล่าวก่อนสิ้นปีนี้
การหักโหมมากเกินไปของลุงอวยทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว
จึงเป็นที่มาของข่าวลือว่า ลุงอวยป่วยหนักถึงขนาดกินข้าวต้มยังไม่ได้
ล่ำลือไปทั่วทั้งหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว และไม่มีใครได้เห็นลุงอวยไปหลายเดือน

ส่วนเพริศแพร้วนั้น
นับแต่ปุ๋มได้เปิดการขายข้าวซอยในโรงลิเก
กลิ่นของข้าวซอยก็ทำให้เพริศแพร้วมีความรู้สึก อยากจะอาเจียน วิงเวียนศรีษะ
ถ่ายอุจจาระไม่ได้ เป็นไข้ทั้งวัน ความดันพุ่งสูง พยุงตัวเดินไม่ค่อยได้
ในวันหนึ่งเพริศพร้วจึงหายหน้าไปจากโรงลิเก
ท่ามกลางความคิดถึงของเหล่าแม่ยกและชาวบ้านที่ยังคงซาบซิ้งอยากชมท่าร่ายรำ
ลิเกอันสวยงามของเพริศแพร้วต่อไป

จึงขอจบนิยายโรงลิเกชั่วคราวก่อน เพราะผู้เขียนต้องดูการแสดงลิเกในเรื่องใหม่ที่มีตัวแสดงเอกเป็นเจ้าชายมะขามเปียก เอิ๊กๆ
บทสรุปของนิยายโรงลิเกสอนให้รู้ว่า” ความลับไม่มีในโลก “และถ้าผู้เขียนได้มีข้อมูลใหม่ก็จะมานำเสนอในตอนต่อไป

รักนะจรุฟๆ
พ่อจูม่ง
ประธานชมรม แดงเทียม แดงหาแดก แห่งประเทศไทยในพระราชาชูรส
avatar
Mamhablue
Senior gen.member
Senior gen.member

จำนวนข้อความ : 202
Join date : 23/09/2012

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ